1. ส่วนประกอบของตู้เย็นมีอะไรบ้าง มีลักษณะการทำงานอย่างไรบอกมาให้ละเอียด
2. ส่วนประกอบของเครื่องซักผ้ามีอะไรบ้าง มีลักษณะการทำงานอย่างไรจงอธิบายให้ละเอียด
........................กำหนดส่งภายใน 15 ส.ค.51 เวลา 16.00 ........................
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
42 ความคิดเห็น:
นายสาคร สึมมาตย์
ตู้เย็นมีส่วนสำคัญ 5 ส่วนคือ
1. คอมเพรสเซอร์ (Compressor)
2.ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์ร้อน มีลักษณะขดไปมาอยู่นอกตู้
3.วาวล์ขยาย (Expansion vavle)
4.ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์เย็น มีลักษณะขดไปมาอยู่ภายในตู้เย็น
5.สารทำความเย็น เป็นของเหลวบรรจุอยู่และไหลเวียนอยู่ภายในตู้
คอมเพรสเซอร์ (Compressor)
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์ร้อน มีลักษณะขดไปมาอยู่นอกตู้
วาวล์ขยาย (Expansion vavle)
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์เย็น มีลักษณะขดไปมาอยู่ภายในตู้เย็น
สารทำความเย็น เป็นของเหลวบรรจุอยู่และไหลเวียนอยู่ภายในตู้
ในวงการอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่จะใช้ แอมโมเนีย (Ammonia) เป็นสารทำความเย็น แอมโมเนียบริสุทธ์ระเหยที่อุณหภูมิ -32 องศาเซลเซียส
กลไกพื้นฐานการทำงานของตู้เย็นเป็นดังนี้
คอมเพรสเซอร์อัดสารทำความเย็นที่อยู่ในสถานะแก๊ส ทำให้อุหภูมิและความดันเพิ่มขึ้น (สีส้ม) ผ่านไปยังคอยส์ร้อน อยู่ด้านหลังตู้เย็น ความร้อนถูกระบายออก (ตู้เย็นสมัยใหม่ออกแบบให้สวยงามโดยหลบคอยส์ร้อนไว้ จึงมองไม่เห็น)
สารทำความเย็นถูกเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว (สีม่วง) ไหลผ่านไปยังวาวล์ขยาย ( Epansion vavle)
เมื่อผ่านวาวล์ขยาย ความดันจะลดลงอย่างรวดเร็ว สารทำความเย็นที่อยู่ในสถานะของเหลว เปลี่ยนเป็นแก๊สในทันที (สีน้ำเงิน)
สารทำความเย็นไหลผ่านเข้าไปในคอยส์เย็น และดูดความร้อนจากภายในตู้ออกมา ต่อจากนั้นผ่านเข้าไปในคอมเพรสเซอร์ และถูกอัด เป็นวัฎจักรเข้าสู่ขั้นตอนที่หนึ่ง
บางท่านที่อ่านแล้วอาจยังไม่เข้าใจ ว่ามันเย็นได้อย่างไร ในหน้าถัดไปเรามาทดลองกันอะไรบางอย่างกัน
นายศุทธวีร์ พลรักษา ม.5 เลขที่ 14
ส่วนประกอบของตู้เย็นมีส่วนสำคัญ 5 ส่วนคือ
1. คอมเพรสเซอร์ (Compressor)
2.ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์ร้อน มีลักษณะขดไปมาอยู่นอกตู้
3.วาวล์ขยาย (Expansion vavle)
4.ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์เย็น มีลักษณะขดไปมาอยู่ภายในตู้เย็น
5.สารทำความเย็น เป็นของเหลวบรรจุอยู่และไหลเวียนอยู่ภายในตู้
คอมเพรสเซอร์อัดสารทำความเย็นที่อยู่ในสถานะแก๊ส ทำให้อุหภูมิและความดันเพิ่มขึ้น (สีส้ม) ผ่านไปยังคอยส์ร้อน อยู่ด้านหลังตู้เย็น ความร้อนถูกระบายออก (ตู้เย็นสมัยใหม่ออกแบบให้สวยงามโดยหลบคอยส์ร้อนไว้ จึงมองไม่เห็น)
สารทำความเย็นถูกเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว (สีม่วง) ไหลผ่านไปยังวาวล์ขยาย ( Epansion vavle)
เมื่อผ่านวาวล์ขยาย ความดันจะลดลงอย่างรวดเร็ว สารทำความเย็นที่อยู่ในสถานะของเหลว เปลี่ยนเป็นแก๊สในทันที (สีน้ำเงิน)
สารทำความเย็นไหลผ่านเข้าไปในคอยส์เย็น และดูดความร้อนจากภายในตู้ออกมา ต่อจากนั้นผ่านเข้าไปในคอมเพรสเซอร์ และถูกอัด เป็นวัฎจักรเข้าสู่ขั้นตอนที่หนึ่ง
บางท่านที่อ่านแล้วอาจยังไม่เข้าใจ ว่ามันเย็นได้อย่างไร ในหน้าถัดไปเรามาทดลองกันอะไรบางอย่างกันครับ
หลักการทำงานของเครื่อง
เมื่อลูกค้า ใส่ผ้าและหยอดเหรียญแล้ว ให้กด เบอร์โทร ของลูกค้า หรือ เบอร์ที่ต้องการให้โทรกลับ
หลังจากนั้น ไม่ต้องทำอะไร เมื่อเครื่องซักผ้าทำงานเสร็จ จะ โทรแจ้งเจ้าของ เตือนว่าซักผ้าเสร็จแล้ว
โทรแจ้งนี้ไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม เพียงเสียบปลั๊กทิ้งไว้ ใช้ไฟเพียง 5 v เท่านั้น ตัวเครื่องขนาดกระกะทัดรัด
ผลงานสิ่งประดิษฐ์ ของ
น.ส.ศิริมาศ นากุดนอก ม 5
1.. ส่วนประกอบของตู้เย็นมี
คอมเพรสเซอร์ (Compressor)
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์ร้อน มีลักษณะขดไปมาอยู่นอกตู้
วาวล์ขยาย (Expansion vavle)
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์เย็น มีลักษณะขดไปมาอยู่ภายในตู้เย็น
สารทำความเย็น เป็นของเหลวบรรจุอยู่และไหลเวียน
2.ส่วนประกอบของเครื่องซักผ้ามี
.ที่ปรับระดับน้ำ ( water level knob ) มีหน้าที่สำหรับตรวจวัดระดับความสูงของน้ำที่อยู่ในถังซัก หากเกินระดับที่ตั้งไว้ก็จะระบายออกทางท่อน้ำทิ้ง บางรุ่นมีระบบการตัดน้ำเข้าเครื่องอัตโนมัติ แต่บางเครื่องไม่มีซึ่งผู้ใช้ต้องสังเกตและปิดน้ำเอง
2.หน้าปด ( panel ) เป็นที่ติดตั้งสวิตช์ควบคุมการทำงานของเครื่องซักผ้า ประกอบด้วยแผงปุ่มปรับวิธีการซัก ปุ่มปรับตั้งเวลาซัก ปุ่มปรับวิธีการปล่อยน้ำ และปุ่มตั้งเวลาในการปั่นแห้ง
3.ที่กรองน้ำล้น ( overflow filter ) จะทำหน้าที่กรองสิ่งสกปรกหรือเศษผงต่างๆที่อยู่ในเครื่องซักผ้า เมื่อถังซักหมุนจะทำให้น้ำล้นสูงเกินกว่าระดับที่กรองน้ำล้น ทำให้สิ่งสกปรกหรือเศษผงมาติดที่ตะแกรงหรือที่กรองน้ำทิ้ง ( drain filter )
4.ฝาปิดถังซัก ( washer lid ) เป็นชิ้นส่วนของเครื่องซักผ้าที่สามารถถอดออกได้ ทำหน้าที่ปิดถังซัก เพื่อป้องกันน้ำในถังซักและป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการซักผ้า
5.ใบพัดหมุนซัก ( pulsator ) ทำหน้าที่ปั่นผ้าให้หมุนไปมาในถังซัก เพื่อให้เกิดแรงเหวี่ยงระหว่างน้ำ เสื้อผ้า และผงซักฟอก จนทำให้สิ่งสกปรกหลุดออกจากผ้า
6.ถังซัก ( spin washer ) สำหรับใส่ผ้าที่ต้องการซัก ภายในจะประกอบด้วยใบพัด ที่ปรับระดับน้ำ และที่กรองน้ำล้น
7.ตัวถัง ( cabinet ) มักทำจากเหล็กเคลือบสารกันสนิมและฉนวนป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร
8.ฝาปิดถังปั่นแห้ง ( spin dryer lid ) เนื่องจากเวลาใช้งานถังปั่นแห้งจะหมุนด้วยความเร็ว ฝาปิดถังปั่นแห้งจึงมี 2 ชั้น แบ่งเป็นฝาชั้นในและฝาชั้นนอก ฝาชั้นในจะทำหน้าที่ปิดไม่ให้ผ้ากระเด็นออกจากถังปั่นแห้ง ในขณะที่ฝาชั้นนอกจะทำหน้าที่ป้องกันฝาชั้นในอีกครั้งหนึ่ง
9.ท่อน้ำทิ้ง ( drain hose ) ทำหน้าที่ระบายน้ำออกจากถังซักและถังปั่นแห้ง เมื่อเปิดวาล์วหรือสวิตช์ระบายน้ำออก น้ำจะไหลออกทางท่อน้ำทิ้งนี้
10.ถังปั่นแห้ง ( spin dryer basket ) ทำหน้าที่ปั่นผ้าด้วยความเร็วสูงเพื่อให้น้ำที่อยู่ในผ้าหลุดออกจนทำให้ผ้าแห้ง ด้านข้างของถังปั่นจะเป็นรูโดยรอบเพื่อให้น้ำหลุดกระเด็นไปรวมกันภายนอกถังปั่นแห้ง
11.ฝาสำหรับการซักด้วยมือ ( hand washing corner ) ไว้สำหรับอำนวยความสะดวกเมื่อผู้ใช้ต้องการขยี้หรือซักผ้าในจุดที่สกปรก ก่อนนำไปซักด้วยเครื่องซักผ้าตามปกติ
12.มอเตอร์ ( motor ) อยู่ด้านในของเครื่องซักผ้า เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดของเครื่องซักผ้า เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ทำให้ถังซักละถังปั่นแห้งหมุนตามความต้องการของผู้ใช้ ความเร็วของมอเตอร์ที่ใช้งานจะขึ้นอยู่กับประเภทของเครื่องซักผ้า โดยเครื่องซักผ้าแบบถังตั้งจะต้องใช้มอเตอร์ที่มีแรงขับในการหมุนมากกว่าเครื่องซักผ้าแบบถังนอน
นายวิวัฒน์ ปุรายะสิทธิ์ ม.5 เลขที่
1. ส่วนประกอบของตู้เย็นมีอะไรบ้าง มีลักษณะการทำงานอย่างไรบอกมาให้ละเอียด
ตู้เย็นมีส่วนสำคัญ 5 ส่วนคือ
1. คอมเพรสเซอร์
2.ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์ร้อน มีลักษณะขดไปมาอยู่นอกตู้
3.วาวล์ขยาย
4.ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์เย็น มีลักษณะขดไปมาอยู่ภายในตู้เย็น
5.สารทำความเย็น เป็นของเหลวบรรจุอยู่และไหลเวียนอยู่ภายในตู้
คอมเพรสเซอร์
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์ร้อน มีลักษณะขดไปมาอยู่นอกตู้
วาวล์ขยาย
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์เย็น มีลักษณะขดไปมาอยู่ภายในตู้เย็น
สารทำความเย็น เป็นของเหลวบรรจุอยู่และไหลเวียนอยู่ภายในตู้
ในวงการอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่จะใช้ แอมโมเนีย เป็นสารทำความเย็น แอมโมเนียบริสุทธ์ระเหยที่อุณหภูมิ -32 องศาเซลเซียส
กลไกพื้นฐานการทำงานของตู้เย็นเป็นดังนี้
คอมเพรสเซอร์อัดสารทำความเย็นที่อยู่ในสถานะแก๊ส ทำให้อุหภูมิและความดันเพิ่มขึ้น (สีส้ม) ผ่านไปยังคอยส์ร้อน อยู่ด้านหลังตู้เย็น ความร้อนถูกระบายออก (ตู้เย็นสมัยใหม่ออกแบบให้สวยงามโดยหลบคอยส์ร้อนไว้ จึงมองไม่เห็น)
สารทำความเย็นถูกเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว (สีม่วง) ไหลผ่านไปยังวาวล์ขยาย
เมื่อผ่านวาวล์ขยาย ความดันจะลดลงอย่างรวดเร็ว สารทำความเย็นที่อยู่ในสถานะของเหลว เปลี่ยนเป็นแก๊สในทันที (สีน้ำเงิน)
สารทำความเย็นไหลผ่านเข้าไปในคอยส์เย็น และดูดความร้อนจากภายในตู้ออกมา ต่อจากนั้นผ่านเข้าไปในคอมเพรสเซอร์ และถูกอัด เป็นวัฎจักรเข้าสู่ขั้นตอนที่หนึ่ง
บางท่านที่อ่านแล้วอาจยังไม่เข้าใจ ว่ามันเย็นได้อย่างไร ในหน้าถัดไปเรามาทดลองกันอะไรบางอย่างกัน
2. ส่วนประกอบของเครื่องซักผ้ามีอะไรบ้าง มีลักษณะการทำงานอย่างไรจงอธิบายให้ละเอียด
ส่วนประกอบของเครื่องซักผ้า มีหลักดังนี้
ส่วนประกอบของเครื่องซักผ้า ส่วนประกอบของเครื่องซักผ้าจะแตกต่างกันไปตามประเภท รุ่น และเครื่องหมายการค้าของเครื่องซักผ้า โดยในที่นี้จะขออธิบายส่วนประกอบของเครื่องซักผ้าประเภทกึ่งอัตโนมัติ เนื่องจากสามารถเห็นส่วนประกอบของเครื่องซักผ้าได้ชัดเจนกว่าเครื่องซักผ้าประเภทอื่นๆ
1.ที่ปรับระดับน้ำ ( water level knob ) มีหน้าที่สำหรับตรวจวัดระดับความสูงของน้ำที่อยู่ในถังซัก หากเกินระดับที่ตั้งไว้ก็จะระบายออกทางท่อน้ำทิ้ง บางรุ่นมีระบบการตัดน้ำเข้าเครื่องอัตโนมัติ แต่บางเครื่องไม่มีซึ่งผู้ใช้ต้องสังเกตและปิดน้ำเอง
2.หน้าปด ( panel ) เป็นที่ติดตั้งสวิตช์ควบคุมการทำงานของเครื่องซักผ้า ประกอบด้วยแผงปุ่มปรับวิธีการซัก ปุ่มปรับตั้งเวลาซัก ปุ่มปรับวิธีการปล่อยน้ำ และปุ่มตั้งเวลาในการปั่นแห้ง
3.ที่กรองน้ำล้น ( overflow filter ) จะทำหน้าที่กรองสิ่งสกปรกหรือเศษผงต่างๆที่อยู่ในเครื่องซักผ้า เมื่อถังซักหมุนจะทำให้น้ำล้นสูงเกินกว่าระดับที่กรองน้ำล้น ทำให้สิ่งสกปรกหรือเศษผงมาติดที่ตะแกรงหรือที่กรองน้ำทิ้ง ( drain filter )
4.ฝาปิดถังซัก ( washer lid ) เป็นชิ้นส่วนของเครื่องซักผ้าที่สามารถถอดออกได้ ทำหน้าที่ปิดถังซัก เพื่อป้องกันน้ำในถังซักและป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการซักผ้า
5.ใบพัดหมุนซัก ( pulsator ) ทำหน้าที่ปั่นผ้าให้หมุนไปมาในถังซัก เพื่อให้เกิดแรงเหวี่ยงระหว่างน้ำ เสื้อผ้า และผงซักฟอก จนทำให้สิ่งสกปรกหลุดออกจากผ้า
6.ถังซัก ( spin washer ) สำหรับใส่ผ้าที่ต้องการซัก ภายในจะประกอบด้วยใบพัด ที่ปรับระดับน้ำ และที่กรองน้ำล้น
7.ตัวถัง ( cabinet ) มักทำจากเหล็กเคลือบสารกันสนิมและฉนวนป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร
8.ฝาปิดถังปั่นแห้ง ( spin dryer lid ) เนื่องจากเวลาใช้งานถังปั่นแห้งจะหมุนด้วยความเร็ว ฝาปิดถังปั่นแห้งจึงมี 2 ชั้น แบ่งเป็นฝาชั้นในและฝาชั้นนอก ฝาชั้นในจะทำหน้าที่ปิดไม่ให้ผ้ากระเด็นออกจากถังปั่นแห้ง ในขณะที่ฝาชั้นนอกจะทำหน้าที่ป้องกันฝาชั้นในอีกครั้งหนึ่ง
9.ท่อน้ำทิ้ง ( drain hose ) ทำหน้าที่ระบายน้ำออกจากถังซักและถังปั่นแห้ง เมื่อเปิดวาล์วหรือสวิตช์ระบายน้ำออก น้ำจะไหลออกทางท่อน้ำทิ้งนี้
10.ถังปั่นแห้ง ( spin dryer basket ) ทำหน้าที่ปั่นผ้าด้วยความเร็วสูงเพื่อให้น้ำที่อยู่ในผ้าหลุดออกจนทำให้ผ้าแห้ง ด้านข้างของถังปั่นจะเป็นรูโดยรอบเพื่อให้น้ำหลุดกระเด็นไปรวมกันภายนอกถังปั่นแห้ง
11.ฝาสำหรับการซักด้วยมือ ( hand washing corner ) ไว้สำหรับอำนวยความสะดวกเมื่อผู้ใช้ต้องการขยี้หรือซักผ้าในจุดที่สกปรก ก่อนนำไปซักด้วยเครื่องซักผ้าตามปกติ
12.มอเตอร์ ( motor ) อยู่ด้านในของเครื่องซักผ้า เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดของเครื่องซักผ้า เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ทำให้ถังซักละถังปั่นแห้งหมุนตามความต้องการของผู้ใช้ ความเร็วของมอเตอร์ที่ใช้งานจะขึ้นอยู่กับประเภทของเครื่องซักผ้า โดยเครื่องซักผ้าแบบถังตั้งจะต้องใช้มอเตอร์ที่มีแรงขับในการหมุนมากกว่าเครื่องซักผ้าแบบถังนอน
นางสววิภาวี บัวนาค
1 ส่วนประกอบของตุ้เย้น
1.ตัวตู้เย็น ทำด้วยเหล็กและอัดฉีดโฟมอยู่ด้านใน มีหลายประเภท หลายขนาด แล้วแต่ความต้องการใช้งานของผู้ใช้ ตู้เย็นประเภทมีประตูเดี่ยวจะประหยัดพลังงานมากกว่าตู้เย็นประเภทหลายประตู ขนาดของตู้เย็นจะเรียกเป็นลูกบาศก์เดซิเมตร ( ลบ.ดม.) หรือ คิว เช่น ตู้เย็นขนาด 113 ลูกบาศก์เดซิเมตร ( 4 คิว ) เป็นต้น
2.แผงเย็น ( Evaporator ) มีลักษณะเป็นแผงอยู่ภายในตู้เย็นมีหน้าที่กระจายความเย็นให้แก่ตู้เย็น
3.แผงร้อน ( Condenser ) มีหน้าที่ระบายความร้อนให้แก่น้ำยาทำความเย็นเพื่อให้น้ำยาทำความเย็นที่อยู่ในสภาพที่เป็นไอเย็นความแน่นกลับกลายเป็นของเหลวอีกครั้งหนึ่ง จะอยู่ด้านหลังหรือด้านใต้ตู้เย็น
4.มอเตอร์คอมเพรสเตอร์ ( Motor Compressor ) มักเรียกสั้นๆว่า คอมเพรสเตอร์ ทำหน้าที่อัดและดูดน้ำยาทำความเย็นให้หมุนเวียนภายในตู้เย็น เมื่อตู้เย็นทำงานถึงเวลาหรือความเย็นที่ตั้งไว้คอมเพรสเตอร์ นี้จะหยุดทำงานชั่วคราวเพื่อประหยัดพลังงานไฟฟ้า และเมื่ออุณหภูมิภายในตู้เย็นสูงขึ้นก็จะเริ่มทำงานใหม่ เพื่อให้อุณหภูมิอยู่ในระดับที่ตั้งไว้
5.ฉนวนกันความร้อน จะอยู่ภายในตัวตู้เย็น มักจะเป็นโฟมฉีดอัดอยู่ระห่างแผ่นเหล็ก ใช้สำหรับควบคุมไม่ให้อากาศร้อนภายนอกตู้เย็นเข้าไปยังตู้เย็น และรักษาอุณหภูมิภายในตู้เย็นให้อยู่ในระดับที่ต้องการ ฉนวนกันความร้อนควรอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ไม่ชำรุด รั่ว หรือเป็นรู เพราะจะทำให้คอมเพรสเตอร์ ทำงานหนักส่งผลให้ตู้เย็นเสียได้ในที่สุด
2. ส่วนประกอบของเครื่องซักผ้า
ส่วนประกอบของเครื่องซักผ้า
1.ที่ปรับระดับน้ำ ( water level knob ) มีหน้าที่สำหรับตรวจวัดระดับความสูงของน้ำที่อยู่ในถังซัก หากเกินระดับที่ตั้งไว้ก็จะระบายออกทางท่อน้ำทิ้ง บางรุ่นมีระบบการตัดน้ำเข้าเครื่องอัตโนมัติ แต่บางเครื่องไม่มีซึ่งผู้ใช้ต้องสังเกตและปิดน้ำเอง
2.หน้าปัด ( panel )เป็นที่ติดตั้งสวิตช์ควบคุมการทำงานของเครื่องซักผ้า ประกอบด้วยแผงปุ่มปรับวิธีการซัก ปุ่มปรับตั้งเวลาซัก ปุ่มปรับวิธีการปล่อยน้ำ และปุ่มตั้งเวลาในการปั่นแห้ง
3.ที่กรองน้ำล้น ( overflow filter ) จะทำหน้าที่กรองสิ่งสกปรกหรือเศษผงต่างๆที่อยู่ในเครื่องซักผ้า เมื่อถังซักหมุนจะทำให้น้ำล้นสูงเกินกว่าระดับที่กรองน้ำล้น ทำให้สิ่งสกปรกหรือเศษผงมาติดที่ตะแกรงหรือที่กรองน้ำทิ้ง ( drain filter )
4.ฝาปิดถังซัก ( washer lid ) เป็นชิ้นส่วนของเครื่องซักผ้าที่สามารถถอดออกได้ ทำหน้าที่ปิดถังซัก เพื่อป้องกันน้ำในถังซักและป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการซักผ้า
5.ใบพัดหมุนซัก ( pulsator ) ทำหน้าที่ปั่นผ้าให้หมุนไปมาในถังซัก เพื่อให้เกิดแรงเหวี่ยงระหว่างน้ำ เสื้อผ้า และผงซักฟอก จนทำให้สิ่งสกปรกหลุดออกจากผ้า
6.ถังซัก ( spin washer ) สำหรับใส่ผ้าที่ต้องการซัก ภายในจะประกอบด้วยใบพัด ที่ปรับระดับน้ำ และที่กรองน้ำล้น
7.ตัวถัง ( cabinet ) มักทำจากเหล็กเคลือบสารกันสนิมและฉนวนป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร
8.ฝาปิดถังปั่นแห้ง ( spin dryer lid ) เนื่องจากเวลาใช้งานถังปั่นแห้งจะหมุนด้วยความเร็ว ฝาปิดถังปั่นแห้งจึงมี 2 ชั้น แบ่งเป็นฝาชั้นในและฝาชั้นนอก ฝาชั้นในจะทำหน้าที่ปิดไม่ให้ผ้ากระเด็นออกจากถังปั่นแห้ง ในขณะที่ฝาชั้นนอกจะทำหน้าที่ป้องกันฝาชั้นในอีกครั้งหนึ่ง
9.ท่อน้ำทิ้ง ( drain hose ) ทำหน้าที่ระบายน้ำออกจากถังซักและถังปั่นแห้ง เมื่อเปิดวาล์วหรือสวิตช์ระบายน้ำออก น้ำจะไหลออกทางท่อน้ำทิ้งนี้
10.ถังปั่นแห้ง ( spin dryer basket ) ทำหน้าที่ปั่นผ้าด้วยความเร็วสูงเพื่อให้น้ำที่อยู่ในผ้าหลุดออกจนทำให้ผ้าแห้ง ด้านข้างของถังปั่นจะเป็นรูโดยรอบเพื่อให้น้ำหลุดกระเด็นไปรวมกันภายนอกถังปั่นแห้ง
11.ฝาสำหรับการซักด้วยมือ ( hand washing corner ) ไว้สำหรับอำนวยความสะดวกเมื่อผู้ใช้ต้องการขยี้หรือซักผ้าในจุดที่สกปรก ก่อนนำไปซักด้วยเครื่องซักผ้าตามปกติ
12.มอเตอร์ ( motor ) อยู่ด้านในของเครื่องซักผ้า เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดของเครื่องซักผ้า เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ทำให้ถังซักละถังปั่นแห้งหมุนตามความต้องการของผู้ใช้ ความเร็วของมอเตอร์ที่ใช้งานจะขึ้นอยู่กับประเภทของเครื่องซักผ้า โดยเครื่องซักผ้าแบบถังตั้งจะต้องใช้มอเตอร์ที่มีแรงขับในการหมุนมากกว่าเครื่องซักผ้าแบบถังนอน
นายจรัญ เพ็งรอง ม 5
1. ส่วนประกอบของตู้เย็นมี
คอมเพรสเซอร์ (Compressor)
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์ร้อน มีลักษณะขดไปมาอยู่นอกตู้
วาวล์ขยาย (Expansion vavle)
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์เย็น มีลักษณะขดไปมาอยู่ภายในตู้เย็น
สารทำความเย็น เป็นของเหลวบรรจุอยู่และไหลเวียน
2. ส่วนประกอบของเครื่องซักผ้ามี
.ที่ปรับระดับน้ำ ( water level knob ) มีหน้าที่สำหรับตรวจวัดระดับความสูงของน้ำที่อยู่ในถังซัก หากเกินระดับที่ตั้งไว้ก็จะระบายออกทางท่อน้ำทิ้ง บางรุ่นมีระบบการตัดน้ำเข้าเครื่องอัตโนมัติ แต่บางเครื่องไม่มีซึ่งผู้ใช้ต้องสังเกตและปิดน้ำเอง
2.หน้าปด ( panel ) เป็นที่ติดตั้งสวิตช์ควบคุมการทำงานของเครื่องซักผ้า ประกอบด้วยแผงปุ่มปรับวิธีการซัก ปุ่มปรับตั้งเวลาซัก ปุ่มปรับวิธีการปล่อยน้ำ และปุ่มตั้งเวลาในการปั่นแห้ง
3.ที่กรองน้ำล้น ( overflow filter ) จะทำหน้าที่กรองสิ่งสกปรกหรือเศษผงต่างๆที่อยู่ในเครื่องซักผ้า เมื่อถังซักหมุนจะทำให้น้ำล้นสูงเกินกว่าระดับที่กรองน้ำล้น ทำให้สิ่งสกปรกหรือเศษผงมาติดที่ตะแกรงหรือที่กรองน้ำทิ้ง ( drain filter )
4.ฝาปิดถังซัก ( washer lid ) เป็นชิ้นส่วนของเครื่องซักผ้าที่สามารถถอดออกได้ ทำหน้าที่ปิดถังซัก เพื่อป้องกันน้ำในถังซักและป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการซักผ้า
5.ใบพัดหมุนซัก ( pulsator ) ทำหน้าที่ปั่นผ้าให้หมุนไปมาในถังซัก เพื่อให้เกิดแรงเหวี่ยงระหว่างน้ำ เสื้อผ้า และผงซักฟอก จนทำให้สิ่งสกปรกหลุดออกจากผ้า
6.ถังซัก ( spin washer ) สำหรับใส่ผ้าที่ต้องการซัก ภายในจะประกอบด้วยใบพัด ที่ปรับระดับน้ำ และที่กรองน้ำล้น
7.ตัวถัง ( cabinet ) มักทำจากเหล็กเคลือบสารกันสนิมและฉนวนป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร
8.ฝาปิดถังปั่นแห้ง ( spin dryer lid ) เนื่องจากเวลาใช้งานถังปั่นแห้งจะหมุนด้วยความเร็ว ฝาปิดถังปั่นแห้งจึงมี 2 ชั้น แบ่งเป็นฝาชั้นในและฝาชั้นนอก ฝาชั้นในจะทำหน้าที่ปิดไม่ให้ผ้ากระเด็นออกจากถังปั่นแห้ง ในขณะที่ฝาชั้นนอกจะทำหน้าที่ป้องกันฝาชั้นในอีกครั้งหนึ่ง
9.ท่อน้ำทิ้ง ( drain hose ) ทำหน้าที่ระบายน้ำออกจากถังซักและถังปั่นแห้ง เมื่อเปิดวาล์วหรือสวิตช์ระบายน้ำออก น้ำจะไหลออกทางท่อน้ำทิ้งนี้
10.ถังปั่นแห้ง ( spin dryer basket ) ทำหน้าที่ปั่นผ้าด้วยความเร็วสูงเพื่อให้น้ำที่อยู่ในผ้าหลุดออกจนทำให้ผ้าแห้ง ด้านข้างของถังปั่นจะเป็นรูโดยรอบเพื่อให้น้ำหลุดกระเด็นไปรวมกันภายนอกถังปั่นแห้ง
11.ฝาสำหรับการซักด้วยมือ ( hand washing corner ) ไว้สำหรับอำนวยความสะดวกเมื่อผู้ใช้ต้องการขยี้หรือซักผ้าในจุดที่สกปรก ก่อนนำไปซักด้วยเครื่องซักผ้าตามปกติ
12.มอเตอร์ ( motor ) อยู่ด้านในของเครื่องซักผ้า เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดของเครื่องซักผ้า เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ทำให้ถังซักละถังปั่นแห้งหมุนตามความต้องการของผู้ใช้ ความเร็วของมอเตอร์ที่ใช้งานจะขึ้นอยู่กับประเภทของเครื่องซักผ้า โดยเครื่องซักผ้าแบบถังตั้งจะต้องใช้มอเตอร์ที่มีแรงขับในการหมุนมากกว่าเครื่องซักผ้าแบบถังนอน
นางสาวอรวรรณ หลี่อินทร์
1 ส่วนประกอบของตุ้เย้น
1.ตัวตู้เย็น ทำด้วยเหล็กและอัดฉีดโฟมอยู่ด้านใน มีหลายประเภท หลายขนาด แล้วแต่ความต้องการใช้งานของผู้ใช้ ตู้เย็นประเภทมีประตูเดี่ยวจะประหยัดพลังงานมากกว่าตู้เย็นประเภทหลายประตู ขนาดของตู้เย็นจะเรียกเป็นลูกบาศก์เดซิเมตร ( ลบ.ดม.) หรือ คิว เช่น ตู้เย็นขนาด 113 ลูกบาศก์เดซิเมตร ( 4 คิว ) เป็นต้น
2.แผงเย็น ( Evaporator ) มีลักษณะเป็นแผงอยู่ภายในตู้เย็นมีหน้าที่กระจายความเย็นให้แก่ตู้เย็น
3.แผงร้อน ( Condenser ) มีหน้าที่ระบายความร้อนให้แก่น้ำยาทำความเย็นเพื่อให้น้ำยาทำความเย็นที่อยู่ในสภาพที่เป็นไอเย็นความแน่นกลับกลายเป็นของเหลวอีกครั้งหนึ่ง จะอยู่ด้านหลังหรือด้านใต้ตู้เย็น
4.มอเตอร์คอมเพรสเตอร์ ( Motor Compressor ) มักเรียกสั้นๆว่า คอมเพรสเตอร์ ทำหน้าที่อัดและดูดน้ำยาทำความเย็นให้หมุนเวียนภายในตู้เย็น เมื่อตู้เย็นทำงานถึงเวลาหรือความเย็นที่ตั้งไว้คอมเพรสเตอร์ นี้จะหยุดทำงานชั่วคราวเพื่อประหยัดพลังงานไฟฟ้า และเมื่ออุณหภูมิภายในตู้เย็นสูงขึ้นก็จะเริ่มทำงานใหม่ เพื่อให้อุณหภูมิอยู่ในระดับที่ตั้งไว้
5.ฉนวนกันความร้อน จะอยู่ภายในตัวตู้เย็น มักจะเป็นโฟมฉีดอัดอยู่ระห่างแผ่นเหล็ก ใช้สำหรับควบคุมไม่ให้อากาศร้อนภายนอกตู้เย็นเข้าไปยังตู้เย็น และรักษาอุณหภูมิภายในตู้เย็นให้อยู่ในระดับที่ต้องการ ฉนวนกันความร้อนควรอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ไม่ชำรุด รั่ว หรือเป็นรู เพราะจะทำให้คอมเพรสเตอร์ ทำงานหนักส่งผลให้ตู้เย็นเสียได้ในที่สุด
2. ส่วนประกอบของเครื่องซักผ้า
ส่วนประกอบของเครื่องซักผ้า
1.ที่ปรับระดับน้ำ ( water level knob ) มีหน้าที่สำหรับตรวจวัดระดับความสูงของน้ำที่อยู่ในถังซัก หากเกินระดับที่ตั้งไว้ก็จะระบายออกทางท่อน้ำทิ้ง บางรุ่นมีระบบการตัดน้ำเข้าเครื่องอัตโนมัติ แต่บางเครื่องไม่มีซึ่งผู้ใช้ต้องสังเกตและปิดน้ำเอง
2.หน้าปัด ( panel )เป็นที่ติดตั้งสวิตช์ควบคุมการทำงานของเครื่องซักผ้า ประกอบด้วยแผงปุ่มปรับวิธีการซัก ปุ่มปรับตั้งเวลาซัก ปุ่มปรับวิธีการปล่อยน้ำ และปุ่มตั้งเวลาในการปั่นแห้ง
3.ที่กรองน้ำล้น ( overflow filter ) จะทำหน้าที่กรองสิ่งสกปรกหรือเศษผงต่างๆที่อยู่ในเครื่องซักผ้า เมื่อถังซักหมุนจะทำให้น้ำล้นสูงเกินกว่าระดับที่กรองน้ำล้น ทำให้สิ่งสกปรกหรือเศษผงมาติดที่ตะแกรงหรือที่กรองน้ำทิ้ง ( drain filter )
4.ฝาปิดถังซัก ( washer lid ) เป็นชิ้นส่วนของเครื่องซักผ้าที่สามารถถอดออกได้ ทำหน้าที่ปิดถังซัก เพื่อป้องกันน้ำในถังซักและป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการซักผ้า
5.ใบพัดหมุนซัก ( pulsator ) ทำหน้าที่ปั่นผ้าให้หมุนไปมาในถังซัก เพื่อให้เกิดแรงเหวี่ยงระหว่างน้ำ เสื้อผ้า และผงซักฟอก จนทำให้สิ่งสกปรกหลุดออกจากผ้า
6.ถังซัก ( spin washer ) สำหรับใส่ผ้าที่ต้องการซัก ภายในจะประกอบด้วยใบพัด ที่ปรับระดับน้ำ และที่กรองน้ำล้น
7.ตัวถัง ( cabinet ) มักทำจากเหล็กเคลือบสารกันสนิมและฉนวนป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร
8.ฝาปิดถังปั่นแห้ง ( spin dryer lid ) เนื่องจากเวลาใช้งานถังปั่นแห้งจะหมุนด้วยความเร็ว ฝาปิดถังปั่นแห้งจึงมี 2 ชั้น แบ่งเป็นฝาชั้นในและฝาชั้นนอก ฝาชั้นในจะทำหน้าที่ปิดไม่ให้ผ้ากระเด็นออกจากถังปั่นแห้ง ในขณะที่ฝาชั้นนอกจะทำหน้าที่ป้องกันฝาชั้นในอีกครั้งหนึ่ง
9.ท่อน้ำทิ้ง ( drain hose ) ทำหน้าที่ระบายน้ำออกจากถังซักและถังปั่นแห้ง เมื่อเปิดวาล์วหรือสวิตช์ระบายน้ำออก น้ำจะไหลออกทางท่อน้ำทิ้งนี้
10.ถังปั่นแห้ง ( spin dryer basket ) ทำหน้าที่ปั่นผ้าด้วยความเร็วสูงเพื่อให้น้ำที่อยู่ในผ้าหลุดออกจนทำให้ผ้าแห้ง ด้านข้างของถังปั่นจะเป็นรูโดยรอบเพื่อให้น้ำหลุดกระเด็นไปรวมกันภายนอกถังปั่นแห้ง
11.ฝาสำหรับการซักด้วยมือ ( hand washing corner ) ไว้สำหรับอำนวยความสะดวกเมื่อผู้ใช้ต้องการขยี้หรือซักผ้าในจุดที่สกปรก ก่อนนำไปซักด้วยเครื่องซักผ้าตามปกติ
12.มอเตอร์ ( motor ) อยู่ด้านในของเครื่องซักผ้า เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดของเครื่องซักผ้า เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ทำให้ถังซักละถังปั่นแห้งหมุนตามความต้องการของผู้ใช้ ความเร็วของมอเตอร์ที่ใช้งานจะขึ้นอยู่กับประเภทของเครื่องซักผ้า โดยเครื่องซักผ้าแบบถังตั้งจะต้องใช้มอเตอร์ที่มีแรงขับในการหมุนมากกว่าเครื่องซักผ้าแบบถังนอน
นางสาวประภาส ชะร้อยฉิม
1 ส่วนประกอบของตุ้เย้น
1.ตัวตู้เย็น ทำด้วยเหล็กและอัดฉีดโฟมอยู่ด้านใน มีหลายประเภท หลายขนาด แล้วแต่ความต้องการใช้งานของผู้ใช้ ตู้เย็นประเภทมีประตูเดี่ยวจะประหยัดพลังงานมากกว่าตู้เย็นประเภทหลายประตู ขนาดของตู้เย็นจะเรียกเป็นลูกบาศก์เดซิเมตร ( ลบ.ดม.) หรือ คิว เช่น ตู้เย็นขนาด 113 ลูกบาศก์เดซิเมตร ( 4 คิว ) เป็นต้น
2.แผงเย็น ( Evaporator ) มีลักษณะเป็นแผงอยู่ภายในตู้เย็นมีหน้าที่กระจายความเย็นให้แก่ตู้เย็น
3.แผงร้อน ( Condenser ) มีหน้าที่ระบายความร้อนให้แก่น้ำยาทำความเย็นเพื่อให้น้ำยาทำความเย็นที่อยู่ในสภาพที่เป็นไอเย็นความแน่นกลับกลายเป็นของเหลวอีกครั้งหนึ่ง จะอยู่ด้านหลังหรือด้านใต้ตู้เย็น
4.มอเตอร์คอมเพรสเตอร์ ( Motor Compressor ) มักเรียกสั้นๆว่า คอมเพรสเตอร์ ทำหน้าที่อัดและดูดน้ำยาทำความเย็นให้หมุนเวียนภายในตู้เย็น เมื่อตู้เย็นทำงานถึงเวลาหรือความเย็นที่ตั้งไว้คอมเพรสเตอร์ นี้จะหยุดทำงานชั่วคราวเพื่อประหยัดพลังงานไฟฟ้า และเมื่ออุณหภูมิภายในตู้เย็นสูงขึ้นก็จะเริ่มทำงานใหม่ เพื่อให้อุณหภูมิอยู่ในระดับที่ตั้งไว้
5.ฉนวนกันความร้อน จะอยู่ภายในตัวตู้เย็น มักจะเป็นโฟมฉีดอัดอยู่ระห่างแผ่นเหล็ก ใช้สำหรับควบคุมไม่ให้อากาศร้อนภายนอกตู้เย็นเข้าไปยังตู้เย็น และรักษาอุณหภูมิภายในตู้เย็นให้อยู่ในระดับที่ต้องการ ฉนวนกันความร้อนควรอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ไม่ชำรุด รั่ว หรือเป็นรู เพราะจะทำให้คอมเพรสเตอร์ ทำงานหนักส่งผลให้ตู้เย็นเสียได้ในที่สุด
2. ส่วนประกอบของเครื่องซักผ้า
ส่วนประกอบของเครื่องซักผ้า
1.ที่ปรับระดับน้ำ ( water level knob ) มีหน้าที่สำหรับตรวจวัดระดับความสูงของน้ำที่อยู่ในถังซัก หากเกินระดับที่ตั้งไว้ก็จะระบายออกทางท่อน้ำทิ้ง บางรุ่นมีระบบการตัดน้ำเข้าเครื่องอัตโนมัติ แต่บางเครื่องไม่มีซึ่งผู้ใช้ต้องสังเกตและปิดน้ำเอง
2.หน้าปัด ( panel )เป็นที่ติดตั้งสวิตช์ควบคุมการทำงานของเครื่องซักผ้า ประกอบด้วยแผงปุ่มปรับวิธีการซัก ปุ่มปรับตั้งเวลาซัก ปุ่มปรับวิธีการปล่อยน้ำ และปุ่มตั้งเวลาในการปั่นแห้ง
3.ที่กรองน้ำล้น ( overflow filter ) จะทำหน้าที่กรองสิ่งสกปรกหรือเศษผงต่างๆที่อยู่ในเครื่องซักผ้า เมื่อถังซักหมุนจะทำให้น้ำล้นสูงเกินกว่าระดับที่กรองน้ำล้น ทำให้สิ่งสกปรกหรือเศษผงมาติดที่ตะแกรงหรือที่กรองน้ำทิ้ง ( drain filter )
4.ฝาปิดถังซัก ( washer lid ) เป็นชิ้นส่วนของเครื่องซักผ้าที่สามารถถอดออกได้ ทำหน้าที่ปิดถังซัก เพื่อป้องกันน้ำในถังซักและป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการซักผ้า
5.ใบพัดหมุนซัก ( pulsator ) ทำหน้าที่ปั่นผ้าให้หมุนไปมาในถังซัก เพื่อให้เกิดแรงเหวี่ยงระหว่างน้ำ เสื้อผ้า และผงซักฟอก จนทำให้สิ่งสกปรกหลุดออกจากผ้า
6.ถังซัก ( spin washer ) สำหรับใส่ผ้าที่ต้องการซัก ภายในจะประกอบด้วยใบพัด ที่ปรับระดับน้ำ และที่กรองน้ำล้น
7.ตัวถัง ( cabinet ) มักทำจากเหล็กเคลือบสารกันสนิมและฉนวนป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร
8.ฝาปิดถังปั่นแห้ง ( spin dryer lid ) เนื่องจากเวลาใช้งานถังปั่นแห้งจะหมุนด้วยความเร็ว ฝาปิดถังปั่นแห้งจึงมี 2 ชั้น แบ่งเป็นฝาชั้นในและฝาชั้นนอก ฝาชั้นในจะทำหน้าที่ปิดไม่ให้ผ้ากระเด็นออกจากถังปั่นแห้ง ในขณะที่ฝาชั้นนอกจะทำหน้าที่ป้องกันฝาชั้นในอีกครั้งหนึ่ง
9.ท่อน้ำทิ้ง ( drain hose ) ทำหน้าที่ระบายน้ำออกจากถังซักและถังปั่นแห้ง เมื่อเปิดวาล์วหรือสวิตช์ระบายน้ำออก น้ำจะไหลออกทางท่อน้ำทิ้งนี้
10.ถังปั่นแห้ง ( spin dryer basket ) ทำหน้าที่ปั่นผ้าด้วยความเร็วสูงเพื่อให้น้ำที่อยู่ในผ้าหลุดออกจนทำให้ผ้าแห้ง ด้านข้างของถังปั่นจะเป็นรูโดยรอบเพื่อให้น้ำหลุดกระเด็นไปรวมกันภายนอกถังปั่นแห้ง
11.ฝาสำหรับการซักด้วยมือ ( hand washing corner ) ไว้สำหรับอำนวยความสะดวกเมื่อผู้ใช้ต้องการขยี้หรือซักผ้าในจุดที่สกปรก ก่อนนำไปซักด้วยเครื่องซักผ้าตามปกติ
12.มอเตอร์ ( motor ) อยู่ด้านในของเครื่องซักผ้า เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดของเครื่องซักผ้า เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ทำให้ถังซักละถังปั่นแห้งหมุนตามความต้องการของผู้ใช้ ความเร็วของมอเตอร์ที่ใช้งานจะขึ้นอยู่กับประเภทของเครื่องซักผ้า โดยเครื่องซักผ้าแบบถังตั้งจะต้องใช้มอเตอร์ที่มีแรงขับในการหมุนมากกว่าเครื่องซักผ้าแบบถังนอน
นายอนุวัฒน์ สารพี ม.5 เลขที่ 18
ส่วนประกอบของตู้เย็นมีส่วนสำคัญ 5 ส่วนคือ
1. คอมเพรสเซอร์ (Compressor)
2.ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์ร้อน มีลักษณะขดไปมาอยู่นอกตู้
3.วาวล์ขยาย (Expansion vavle)
4.ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์เย็น มีลักษณะขดไปมาอยู่ภายในตู้เย็น
5.สารทำความเย็น เป็นของเหลวบรรจุอยู่และไหลเวียนอยู่ภายในตู้
คอมเพรสเซอร์อัดสารทำความเย็นที่อยู่ในสถานะแก๊ส ทำให้อุหภูมิและความดันเพิ่มขึ้น (สีส้ม) ผ่านไปยังคอยส์ร้อน อยู่ด้านหลังตู้เย็น ความร้อนถูกระบายออก (ตู้เย็นสมัยใหม่ออกแบบให้สวยงามโดยหลบคอยส์ร้อนไว้ จึงมองไม่เห็น)
สารทำความเย็นถูกเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว (สีม่วง) ไหลผ่านไปยังวาวล์ขยาย ( Epansion vavle)
เมื่อผ่านวาวล์ขยาย ความดันจะลดลงอย่างรวดเร็ว สารทำความเย็นที่อยู่ในสถานะของเหลว เปลี่ยนเป็นแก๊สในทันที (สีน้ำเงิน)
สารทำความเย็นไหลผ่านเข้าไปในคอยส์เย็น และดูดความร้อนจากภายในตู้ออกมา ต่อจากนั้นผ่านเข้าไปในคอมเพรสเซอร์ และถูกอัด เป็นวัฎจักรเข้าสู่ขั้นตอนที่หนึ่ง
บางท่านที่อ่านแล้วอาจยังไม่เข้าใจ ว่ามันเย็นได้อย่างไร ในหน้าถัดไปเรามาทดลองกันอะไรบางอย่างกันครับ
หลักการทำงานของเครื่อง
เมื่อลูกค้า ใส่ผ้าและหยอดเหรียญแล้ว ให้กด เบอร์โทร ของลูกค้า หรือ เบอร์ที่ต้องการให้โทรกลับ
หลังจากนั้น ไม่ต้องทำอะไร เมื่อเครื่องซักผ้าทำงานเสร็จ จะ โทรแจ้งเจ้าของ เตือนว่าซักผ้าเสร็จแล้ว
โทรแจ้งนี้ไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม เพียงเสียบปลั๊กทิ้งไว้ ใช้ไฟเพียง 5 v เท่านั้น ตัวเครื่องขนาดกระกะทัดรัด
ผลงานสิ่งประดิษฐ์ ของ
น.ส.แสงดาว แก้วพรม ม.5
1. ส่วนประกอบของตู้เย็นมี
คอมเพรสเซอร์ (Compressor)
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์ร้อน มีลักษณะขดไปมาอยู่นอกตู้
วาวล์ขยาย (Expansion vavle)
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์เย็น มีลักษณะขดไปมาอยู่ภายในตู้เย็น
สารทำความเย็น เป็นของเหลวบรรจุอยู่และไหลเวียน
2. ส่วนประกอบของเครื่องซักผ้ามี
.ที่ปรับระดับน้ำ ( water level knob ) มีหน้าที่สำหรับตรวจวัดระดับความสูงของน้ำที่อยู่ในถังซัก หากเกินระดับที่ตั้งไว้ก็จะระบายออกทางท่อน้ำทิ้ง บางรุ่นมีระบบการตัดน้ำเข้าเครื่องอัตโนมัติ แต่บางเครื่องไม่มีซึ่งผู้ใช้ต้องสังเกตและปิดน้ำเอง
2.หน้าปด ( panel ) เป็นที่ติดตั้งสวิตช์ควบคุมการทำงานของเครื่องซักผ้า ประกอบด้วยแผงปุ่มปรับวิธีการซัก ปุ่มปรับตั้งเวลาซัก ปุ่มปรับวิธีการปล่อยน้ำ และปุ่มตั้งเวลาในการปั่นแห้ง
3.ที่กรองน้ำล้น ( overflow filter ) จะทำหน้าที่กรองสิ่งสกปรกหรือเศษผงต่างๆที่อยู่ในเครื่องซักผ้า เมื่อถังซักหมุนจะทำให้น้ำล้นสูงเกินกว่าระดับที่กรองน้ำล้น ทำให้สิ่งสกปรกหรือเศษผงมาติดที่ตะแกรงหรือที่กรองน้ำทิ้ง ( drain filter )
4.ฝาปิดถังซัก ( washer lid ) เป็นชิ้นส่วนของเครื่องซักผ้าที่สามารถถอดออกได้ ทำหน้าที่ปิดถังซัก เพื่อป้องกันน้ำในถังซักและป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการซักผ้า
5.ใบพัดหมุนซัก ( pulsator ) ทำหน้าที่ปั่นผ้าให้หมุนไปมาในถังซัก เพื่อให้เกิดแรงเหวี่ยงระหว่างน้ำ เสื้อผ้า และผงซักฟอก จนทำให้สิ่งสกปรกหลุดออกจากผ้า
6.ถังซัก ( spin washer ) สำหรับใส่ผ้าที่ต้องการซัก ภายในจะประกอบด้วยใบพัด ที่ปรับระดับน้ำ และที่กรองน้ำล้น
7.ตัวถัง ( cabinet ) มักทำจากเหล็กเคลือบสารกันสนิมและฉนวนป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร
8.ฝาปิดถังปั่นแห้ง ( spin dryer lid ) เนื่องจากเวลาใช้งานถังปั่นแห้งจะหมุนด้วยความเร็ว ฝาปิดถังปั่นแห้งจึงมี 2 ชั้น แบ่งเป็นฝาชั้นในและฝาชั้นนอก ฝาชั้นในจะทำหน้าที่ปิดไม่ให้ผ้ากระเด็นออกจากถังปั่นแห้ง ในขณะที่ฝาชั้นนอกจะทำหน้าที่ป้องกันฝาชั้นในอีกครั้งหนึ่ง
9.ท่อน้ำทิ้ง ( drain hose ) ทำหน้าที่ระบายน้ำออกจากถังซักและถังปั่นแห้ง เมื่อเปิดวาล์วหรือสวิตช์ระบายน้ำออก น้ำจะไหลออกทางท่อน้ำทิ้งนี้
10.ถังปั่นแห้ง ( spin dryer basket ) ทำหน้าที่ปั่นผ้าด้วยความเร็วสูงเพื่อให้น้ำที่อยู่ในผ้าหลุดออกจนทำให้ผ้าแห้ง ด้านข้างของถังปั่นจะเป็นรูโดยรอบเพื่อให้น้ำหลุดกระเด็นไปรวมกันภายนอกถังปั่นแห้ง
11.ฝาสำหรับการซักด้วยมือ ( hand washing corner ) ไว้สำหรับอำนวยความสะดวกเมื่อผู้ใช้ต้องการขยี้หรือซักผ้าในจุดที่สกปรก ก่อนนำไปซักด้วยเครื่องซักผ้าตามปกติ
12.มอเตอร์ ( motor ) อยู่ด้านในของเครื่องซักผ้า เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดของเครื่องซักผ้า เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ทำให้ถังซักละถังปั่นแห้งหมุนตามความต้องการของผู้ใช้ ความเร็วของมอเตอร์ที่ใช้งานจะขึ้นอยู่กับประเภทของเครื่องซักผ้า โดยเครื่องซักผ้าแบบถังตั้งจะต้องใช้มอเตอร์ที่มีแรงขับในการหมุนมากกว่าเครื่องซักผ้าแบบถังนอน
นายสาคร สุ่มมาตย์ ม.5 เลขที่17
1.ตู้เย็นมีส่วนสำคัญ 5 ส่วนคือ
1. คอมเพรสเซอร์ (Compressor)
2.ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์ร้อน มีลักษณะขดไปมาอยู่นอกตู้
3.วาวล์ขยาย (Expansion vavle)
4.ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์เย็น มีลักษณะขดไปมาอยู่ภายในตู้เย็น
5.สารทำความเย็น เป็นของเหลวบรรจุอยู่และไหลเวียนอยู่ภายในตู้
คอมเพรสเซอร์ (Compressor)
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์ร้อน มีลักษณะขดไปมาอยู่นอกตู้
วาวล์ขยาย (Expansion vavle)
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์เย็น มีลักษณะขดไปมาอยู่ภายในตู้เย็น
สารทำความเย็น เป็นของเหลวบรรจุอยู่และไหลเวียนอยู่ภายในตู้
ในวงการอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่จะใช้ แอมโมเนีย (Ammonia) เป็นสารทำความเย็น แอมโมเนียบริสุทธ์ระเหยที่อุณหภูมิ -32 องศาเซลเซียส
กลไกพื้นฐานการทำงานของตู้เย็นเป็นดังนี้
คอมเพรสเซอร์อัดสารทำความเย็นที่อยู่ในสถานะแก๊ส ทำให้อุหภูมิและความดันเพิ่มขึ้น (สีส้ม) ผ่านไปยังคอยส์ร้อน อยู่ด้านหลังตู้เย็น ความร้อนถูกระบายออก (ตู้เย็นสมัยใหม่ออกแบบให้สวยงามโดยหลบคอยส์ร้อนไว้ จึงมองไม่เห็น)
สารทำความเย็นถูกเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว (สีม่วง) ไหลผ่านไปยังวาวล์ขยาย ( Epansion vavle)
เมื่อผ่านวาวล์ขยาย ความดันจะลดลงอย่างรวดเร็ว สารทำความเย็นที่อยู่ในสถานะของเหลว เปลี่ยนเป็นแก๊สในทันที (สีน้ำเงิน)
สารทำความเย็นไหลผ่านเข้าไปในคอยส์เย็น และดูดความร้อนจากภายในตู้ออกมา ต่อจากนั้นผ่านเข้าไปในคอมเพรสเซอร์ และถูกอัด เป็นวัฎจักรเข้าสู่ขั้นตอนที่หนึ่ง
2.ส่วนประกอบของเครื่องซักผ้ามี
.ที่ปรับระดับน้ำ ( water level knob ) มีหน้าที่สำหรับตรวจวัดระดับความสูงของน้ำที่อยู่ในถังซัก หากเกินระดับที่ตั้งไว้ก็จะระบายออกทางท่อน้ำทิ้ง บางรุ่นมีระบบการตัดน้ำเข้าเครื่องอัตโนมัติ แต่บางเครื่องไม่มีซึ่งผู้ใช้ต้องสังเกตและปิดน้ำเอง
2.หน้าปด ( panel ) เป็นที่ติดตั้งสวิตช์ควบคุมการทำงานของเครื่องซักผ้า ประกอบด้วยแผงปุ่มปรับวิธีการซัก ปุ่มปรับตั้งเวลาซัก ปุ่มปรับวิธีการปล่อยน้ำ และปุ่มตั้งเวลาในการปั่นแห้ง
3.ที่กรองน้ำล้น ( overflow filter ) จะทำหน้าที่กรองสิ่งสกปรกหรือเศษผงต่างๆที่อยู่ในเครื่องซักผ้า เมื่อถังซักหมุนจะทำให้น้ำล้นสูงเกินกว่าระดับที่กรองน้ำล้น ทำให้สิ่งสกปรกหรือเศษผงมาติดที่ตะแกรงหรือที่กรองน้ำทิ้ง ( drain filter )
4.ฝาปิดถังซัก ( washer lid ) เป็นชิ้นส่วนของเครื่องซักผ้าที่สามารถถอดออกได้ ทำหน้าที่ปิดถังซัก เพื่อป้องกันน้ำในถังซักและป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการซักผ้า
5.ใบพัดหมุนซัก ( pulsator ) ทำหน้าที่ปั่นผ้าให้หมุนไปมาในถังซัก เพื่อให้เกิดแรงเหวี่ยงระหว่างน้ำ เสื้อผ้า และผงซักฟอก จนทำให้สิ่งสกปรกหลุดออกจากผ้า
6.ถังซัก ( spin washer ) สำหรับใส่ผ้าที่ต้องการซัก ภายในจะประกอบด้วยใบพัด ที่ปรับระดับน้ำ และที่กรองน้ำล้น
7.ตัวถัง ( cabinet ) มักทำจากเหล็กเคลือบสารกันสนิมและฉนวนป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร
8.ฝาปิดถังปั่นแห้ง ( spin dryer lid ) เนื่องจากเวลาใช้งานถังปั่นแห้งจะหมุนด้วยความเร็ว ฝาปิดถังปั่นแห้งจึงมี 2 ชั้น แบ่งเป็นฝาชั้นในและฝาชั้นนอก ฝาชั้นในจะทำหน้าที่ปิดไม่ให้ผ้ากระเด็นออกจากถังปั่นแห้ง ในขณะที่ฝาชั้นนอกจะทำหน้าที่ป้องกันฝาชั้นในอีกครั้งหนึ่ง
9.ท่อน้ำทิ้ง ( drain hose ) ทำหน้าที่ระบายน้ำออกจากถังซักและถังปั่นแห้ง เมื่อเปิดวาล์วหรือสวิตช์ระบายน้ำออก น้ำจะไหลออกทางท่อน้ำทิ้งนี้
10.ถังปั่นแห้ง ( spin dryer basket ) ทำหน้าที่ปั่นผ้าด้วยความเร็วสูงเพื่อให้น้ำที่อยู่ในผ้าหลุดออกจนทำให้ผ้าแห้ง ด้านข้างของถังปั่นจะเป็นรูโดยรอบเพื่อให้น้ำหลุดกระเด็นไปรวมกันภายนอกถังปั่นแห้ง
11.ฝาสำหรับการซักด้วยมือ ( hand washing corner ) ไว้สำหรับอำนวยความสะดวกเมื่อผู้ใช้ต้องการขยี้หรือซักผ้าในจุดที่สกปรก ก่อนนำไปซักด้วยเครื่องซักผ้าตามปกติ
12.มอเตอร์ ( motor ) อยู่ด้านในของเครื่องซักผ้า เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดของเครื่องซักผ้า เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ทำให้ถังซักละถังปั่นแห้งหมุนตามความต้องการของผู้ใช้ ความเร็วของมอเตอร์ที่ใช้งานจะขึ้นอยู่กับประเภทของเครื่องซักผ้า โดยเครื่องซักผ้าแบบถังตั้งจะต้องใช้มอเตอร์ที่มีแรงขับในการหมุนมากกว่าเครื่องซักผ้าแบบถังนอน
นางสาวจรรยา วิเศษศรี
1 ส่วนประกอบของตุ้เย้น
1.ตัวตู้เย็น ทำด้วยเหล็กและอัดฉีดโฟมอยู่ด้านใน มีหลายประเภท หลายขนาด แล้วแต่ความต้องการใช้งานของผู้ใช้ ตู้เย็นประเภทมีประตูเดี่ยวจะประหยัดพลังงานมากกว่าตู้เย็นประเภทหลายประตู ขนาดของตู้เย็นจะเรียกเป็นลูกบาศก์เดซิเมตร ( ลบ.ดม.) หรือ คิว เช่น ตู้เย็นขนาด 113 ลูกบาศก์เดซิเมตร ( 4 คิว ) เป็นต้น
2.แผงเย็น ( Evaporator ) มีลักษณะเป็นแผงอยู่ภายในตู้เย็นมีหน้าที่กระจายความเย็นให้แก่ตู้เย็น
3.แผงร้อน ( Condenser ) มีหน้าที่ระบายความร้อนให้แก่น้ำยาทำความเย็นเพื่อให้น้ำยาทำความเย็นที่อยู่ในสภาพที่เป็นไอเย็นความแน่นกลับกลายเป็นของเหลวอีกครั้งหนึ่ง จะอยู่ด้านหลังหรือด้านใต้ตู้เย็น
4.มอเตอร์คอมเพรสเตอร์ ( Motor Compressor ) มักเรียกสั้นๆว่า คอมเพรสเตอร์ ทำหน้าที่อัดและดูดน้ำยาทำความเย็นให้หมุนเวียนภายในตู้เย็น เมื่อตู้เย็นทำงานถึงเวลาหรือความเย็นที่ตั้งไว้คอมเพรสเตอร์ นี้จะหยุดทำงานชั่วคราวเพื่อประหยัดพลังงานไฟฟ้า และเมื่ออุณหภูมิภายในตู้เย็นสูงขึ้นก็จะเริ่มทำงานใหม่ เพื่อให้อุณหภูมิอยู่ในระดับที่ตั้งไว้
5.ฉนวนกันความร้อน จะอยู่ภายในตัวตู้เย็น มักจะเป็นโฟมฉีดอัดอยู่ระห่างแผ่นเหล็ก ใช้สำหรับควบคุมไม่ให้อากาศร้อนภายนอกตู้เย็นเข้าไปยังตู้เย็น และรักษาอุณหภูมิภายในตู้เย็นให้อยู่ในระดับที่ต้องการ ฉนวนกันความร้อนควรอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ไม่ชำรุด รั่ว หรือเป็นรู เพราะจะทำให้คอมเพรสเตอร์ ทำงานหนักส่งผลให้ตู้เย็นเสียได้ในที่สุด
2. ส่วนประกอบของเครื่องซักผ้า
ส่วนประกอบของเครื่องซักผ้า
1.ที่ปรับระดับน้ำ ( water level knob ) มีหน้าที่สำหรับตรวจวัดระดับความสูงของน้ำที่อยู่ในถังซัก หากเกินระดับที่ตั้งไว้ก็จะระบายออกทางท่อน้ำทิ้ง บางรุ่นมีระบบการตัดน้ำเข้าเครื่องอัตโนมัติ แต่บางเครื่องไม่มีซึ่งผู้ใช้ต้องสังเกตและปิดน้ำเอง
2.หน้าปัด ( panel )เป็นที่ติดตั้งสวิตช์ควบคุมการทำงานของเครื่องซักผ้า ประกอบด้วยแผงปุ่มปรับวิธีการซัก ปุ่มปรับตั้งเวลาซัก ปุ่มปรับวิธีการปล่อยน้ำ และปุ่มตั้งเวลาในการปั่นแห้ง
3.ที่กรองน้ำล้น ( overflow filter ) จะทำหน้าที่กรองสิ่งสกปรกหรือเศษผงต่างๆที่อยู่ในเครื่องซักผ้า เมื่อถังซักหมุนจะทำให้น้ำล้นสูงเกินกว่าระดับที่กรองน้ำล้น ทำให้สิ่งสกปรกหรือเศษผงมาติดที่ตะแกรงหรือที่กรองน้ำทิ้ง ( drain filter )
4.ฝาปิดถังซัก ( washer lid ) เป็นชิ้นส่วนของเครื่องซักผ้าที่สามารถถอดออกได้ ทำหน้าที่ปิดถังซัก เพื่อป้องกันน้ำในถังซักและป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการซักผ้า
5.ใบพัดหมุนซัก ( pulsator ) ทำหน้าที่ปั่นผ้าให้หมุนไปมาในถังซัก เพื่อให้เกิดแรงเหวี่ยงระหว่างน้ำ เสื้อผ้า และผงซักฟอก จนทำให้สิ่งสกปรกหลุดออกจากผ้า
6.ถังซัก ( spin washer ) สำหรับใส่ผ้าที่ต้องการซัก ภายในจะประกอบด้วยใบพัด ที่ปรับระดับน้ำ และที่กรองน้ำล้น
7.ตัวถัง ( cabinet ) มักทำจากเหล็กเคลือบสารกันสนิมและฉนวนป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร
8.ฝาปิดถังปั่นแห้ง ( spin dryer lid ) เนื่องจากเวลาใช้งานถังปั่นแห้งจะหมุนด้วยความเร็ว ฝาปิดถังปั่นแห้งจึงมี 2 ชั้น แบ่งเป็นฝาชั้นในและฝาชั้นนอก ฝาชั้นในจะทำหน้าที่ปิดไม่ให้ผ้ากระเด็นออกจากถังปั่นแห้ง ในขณะที่ฝาชั้นนอกจะทำหน้าที่ป้องกันฝาชั้นในอีกครั้งหนึ่ง
9.ท่อน้ำทิ้ง ( drain hose ) ทำหน้าที่ระบายน้ำออกจากถังซักและถังปั่นแห้ง เมื่อเปิดวาล์วหรือสวิตช์ระบายน้ำออก น้ำจะไหลออกทางท่อน้ำทิ้งนี้
10.ถังปั่นแห้ง ( spin dryer basket ) ทำหน้าที่ปั่นผ้าด้วยความเร็วสูงเพื่อให้น้ำที่อยู่ในผ้าหลุดออกจนทำให้ผ้าแห้ง ด้านข้างของถังปั่นจะเป็นรูโดยรอบเพื่อให้น้ำหลุดกระเด็นไปรวมกันภายนอกถังปั่นแห้ง
11.ฝาสำหรับการซักด้วยมือ ( hand washing corner ) ไว้สำหรับอำนวยความสะดวกเมื่อผู้ใช้ต้องการขยี้หรือซักผ้าในจุดที่สกปรก ก่อนนำไปซักด้วยเครื่องซักผ้าตามปกติ
12.มอเตอร์ ( motor ) อยู่ด้านในของเครื่องซักผ้า เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดของเครื่องซักผ้า เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ทำให้ถังซักละถังปั่นแห้งหมุนตามความต้องการของผู้ใช้ ความเร็วของมอเตอร์ที่ใช้งานจะขึ้นอยู่กับประเภทของเครื่องซักผ้า โดยเครื่องซักผ้าแบบถังตั้งจะต้องใช้มอเตอร์ที่มีแรงขับในการหมุนมากกว่าเครื่องซักผ้าแบบถังนอน
นายเสกสันต์ วงค์เดือน ม 5
1. ส่วนประกอบของตู้เย็นมี
คอมเพรสเซอร์ (Compressor)
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์ร้อน มีลักษณะขดไปมาอยู่นอกตู้
วาวล์ขยาย (Expansion vavle)
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์เย็น มีลักษณะขดไปมาอยู่ภายในตู้เย็น
สารทำความเย็น เป็นของเหลวบรรจุอยู่และไหลเวียน
2. ส่วนประกอบของเครื่องซักผ้ามี
.ที่ปรับระดับน้ำ ( water level knob ) มีหน้าที่สำหรับตรวจวัดระดับความสูงของน้ำที่อยู่ในถังซัก หากเกินระดับที่ตั้งไว้ก็จะระบายออกทางท่อน้ำทิ้ง บางรุ่นมีระบบการตัดน้ำเข้าเครื่องอัตโนมัติ แต่บางเครื่องไม่มีซึ่งผู้ใช้ต้องสังเกตและปิดน้ำเอง
2.หน้าปด ( panel ) เป็นที่ติดตั้งสวิตช์ควบคุมการทำงานของเครื่องซักผ้า ประกอบด้วยแผงปุ่มปรับวิธีการซัก ปุ่มปรับตั้งเวลาซัก ปุ่มปรับวิธีการปล่อยน้ำ และปุ่มตั้งเวลาในการปั่นแห้ง
3.ที่กรองน้ำล้น ( overflow filter ) จะทำหน้าที่กรองสิ่งสกปรกหรือเศษผงต่างๆที่อยู่ในเครื่องซักผ้า เมื่อถังซักหมุนจะทำให้น้ำล้นสูงเกินกว่าระดับที่กรองน้ำล้น ทำให้สิ่งสกปรกหรือเศษผงมาติดที่ตะแกรงหรือที่กรองน้ำทิ้ง ( drain filter )
4.ฝาปิดถังซัก ( washer lid ) เป็นชิ้นส่วนของเครื่องซักผ้าที่สามารถถอดออกได้ ทำหน้าที่ปิดถังซัก เพื่อป้องกันน้ำในถังซักและป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการซักผ้า
5.ใบพัดหมุนซัก ( pulsator ) ทำหน้าที่ปั่นผ้าให้หมุนไปมาในถังซัก เพื่อให้เกิดแรงเหวี่ยงระหว่างน้ำ เสื้อผ้า และผงซักฟอก จนทำให้สิ่งสกปรกหลุดออกจากผ้า
6.ถังซัก ( spin washer ) สำหรับใส่ผ้าที่ต้องการซัก ภายในจะประกอบด้วยใบพัด ที่ปรับระดับน้ำ และที่กรองน้ำล้น
7.ตัวถัง ( cabinet ) มักทำจากเหล็กเคลือบสารกันสนิมและฉนวนป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร
8.ฝาปิดถังปั่นแห้ง ( spin dryer lid ) เนื่องจากเวลาใช้งานถังปั่นแห้งจะหมุนด้วยความเร็ว ฝาปิดถังปั่นแห้งจึงมี 2 ชั้น แบ่งเป็นฝาชั้นในและฝาชั้นนอก ฝาชั้นในจะทำหน้าที่ปิดไม่ให้ผ้ากระเด็นออกจากถังปั่นแห้ง ในขณะที่ฝาชั้นนอกจะทำหน้าที่ป้องกันฝาชั้นในอีกครั้งหนึ่ง
9.ท่อน้ำทิ้ง ( drain hose ) ทำหน้าที่ระบายน้ำออกจากถังซักและถังปั่นแห้ง เมื่อเปิดวาล์วหรือสวิตช์ระบายน้ำออก น้ำจะไหลออกทางท่อน้ำทิ้งนี้
10.ถังปั่นแห้ง ( spin dryer basket ) ทำหน้าที่ปั่นผ้าด้วยความเร็วสูงเพื่อให้น้ำที่อยู่ในผ้าหลุดออกจนทำให้ผ้าแห้ง ด้านข้างของถังปั่นจะเป็นรูโดยรอบเพื่อให้น้ำหลุดกระเด็นไปรวมกันภายนอกถังปั่นแห้ง
11.ฝาสำหรับการซักด้วยมือ ( hand washing corner ) ไว้สำหรับอำนวยความสะดวกเมื่อผู้ใช้ต้องการขยี้หรือซักผ้าในจุดที่สกปรก ก่อนนำไปซักด้วยเครื่องซักผ้าตามปกติ
12.มอเตอร์ ( motor ) อยู่ด้านในของเครื่องซักผ้า เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดของเครื่องซักผ้า เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ทำให้ถังซักละถังปั่นแห้งหมุนตามความต้องการของผู้ใช้ ความเร็วของมอเตอร์ที่ใช้งานจะขึ้นอยู่กับประเภทของเครื่องซักผ้า โดยเครื่องซักผ้าแบบถังตั้งจะต้องใช้มอเตอร์ที่มีแรงขับในการหมุนมากกว่าเครื่องซักผ้าแบบถังนอน
น.ส.พัชรี โนนเสนา ม 5
1. ส่วนประกอบของตู้เย็นมี
คอมเพรสเซอร์ (Compressor)
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์ร้อน มีลักษณะขดไปมาอยู่นอกตู้
วาวล์ขยาย (Expansion vavle)
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์เย็น มีลักษณะขดไปมาอยู่ภายในตู้เย็น
สารทำความเย็น เป็นของเหลวบรรจุอยู่และไหลเวียน
2. ส่วนประกอบของเครื่องซักผ้ามี
.ที่ปรับระดับน้ำ ( water level knob ) มีหน้าที่สำหรับตรวจวัดระดับความสูงของน้ำที่อยู่ในถังซัก หากเกินระดับที่ตั้งไว้ก็จะระบายออกทางท่อน้ำทิ้ง บางรุ่นมีระบบการตัดน้ำเข้าเครื่องอัตโนมัติ แต่บางเครื่องไม่มีซึ่งผู้ใช้ต้องสังเกตและปิดน้ำเอง
2.หน้าปด ( panel ) เป็นที่ติดตั้งสวิตช์ควบคุมการทำงานของเครื่องซักผ้า ประกอบด้วยแผงปุ่มปรับวิธีการซัก ปุ่มปรับตั้งเวลาซัก ปุ่มปรับวิธีการปล่อยน้ำ และปุ่มตั้งเวลาในการปั่นแห้ง
3.ที่กรองน้ำล้น ( overflow filter ) จะทำหน้าที่กรองสิ่งสกปรกหรือเศษผงต่างๆที่อยู่ในเครื่องซักผ้า เมื่อถังซักหมุนจะทำให้น้ำล้นสูงเกินกว่าระดับที่กรองน้ำล้น ทำให้สิ่งสกปรกหรือเศษผงมาติดที่ตะแกรงหรือที่กรองน้ำทิ้ง ( drain filter )
4.ฝาปิดถังซัก ( washer lid ) เป็นชิ้นส่วนของเครื่องซักผ้าที่สามารถถอดออกได้ ทำหน้าที่ปิดถังซัก เพื่อป้องกันน้ำในถังซักและป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการซักผ้า
5.ใบพัดหมุนซัก ( pulsator ) ทำหน้าที่ปั่นผ้าให้หมุนไปมาในถังซัก เพื่อให้เกิดแรงเหวี่ยงระหว่างน้ำ เสื้อผ้า และผงซักฟอก จนทำให้สิ่งสกปรกหลุดออกจากผ้า
6.ถังซัก ( spin washer ) สำหรับใส่ผ้าที่ต้องการซัก ภายในจะประกอบด้วยใบพัด ที่ปรับระดับน้ำ และที่กรองน้ำล้น
7.ตัวถัง ( cabinet ) มักทำจากเหล็กเคลือบสารกันสนิมและฉนวนป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร
8.ฝาปิดถังปั่นแห้ง ( spin dryer lid ) เนื่องจากเวลาใช้งานถังปั่นแห้งจะหมุนด้วยความเร็ว ฝาปิดถังปั่นแห้งจึงมี 2 ชั้น แบ่งเป็นฝาชั้นในและฝาชั้นนอก ฝาชั้นในจะทำหน้าที่ปิดไม่ให้ผ้ากระเด็นออกจากถังปั่นแห้ง ในขณะที่ฝาชั้นนอกจะทำหน้าที่ป้องกันฝาชั้นในอีกครั้งหนึ่ง
9.ท่อน้ำทิ้ง ( drain hose ) ทำหน้าที่ระบายน้ำออกจากถังซักและถังปั่นแห้ง เมื่อเปิดวาล์วหรือสวิตช์ระบายน้ำออก น้ำจะไหลออกทางท่อน้ำทิ้งนี้
10.ถังปั่นแห้ง ( spin dryer basket ) ทำหน้าที่ปั่นผ้าด้วยความเร็วสูงเพื่อให้น้ำที่อยู่ในผ้าหลุดออกจนทำให้ผ้าแห้ง ด้านข้างของถังปั่นจะเป็นรูโดยรอบเพื่อให้น้ำหลุดกระเด็นไปรวมกันภายนอกถังปั่นแห้ง
11.ฝาสำหรับการซักด้วยมือ ( hand washing corner ) ไว้สำหรับอำนวยความสะดวกเมื่อผู้ใช้ต้องการขยี้หรือซักผ้าในจุดที่สกปรก ก่อนนำไปซักด้วยเครื่องซักผ้าตามปกติ
12.มอเตอร์ ( motor ) อยู่ด้านในของเครื่องซักผ้า เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดของเครื่องซักผ้า เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ทำให้ถังซักละถังปั่นแห้งหมุนตามความต้องการของผู้ใช้ ความเร็วของมอเตอร์ที่ใช้งานจะขึ้นอยู่กับประเภทของเครื่องซักผ้า โดยเครื่องซักผ้าแบบถังตั้งจะต้องใช้มอเตอร์ที่มีแรงขับในการหมุนมากกว่าเครื่องซักผ้าแบบถังนอน
นางสาวลัดดา ประศรี
1 ส่วนประกอบของตุ้เย้น
1.ตัวตู้เย็น ทำด้วยเหล็กและอัดฉีดโฟมอยู่ด้านใน มีหลายประเภท หลายขนาด แล้วแต่ความต้องการใช้งานของผู้ใช้ ตู้เย็นประเภทมีประตูเดี่ยวจะประหยัดพลังงานมากกว่าตู้เย็นประเภทหลายประตู ขนาดของตู้เย็นจะเรียกเป็นลูกบาศก์เดซิเมตร ( ลบ.ดม.) หรือ คิว เช่น ตู้เย็นขนาด 113 ลูกบาศก์เดซิเมตร ( 4 คิว ) เป็นต้น
2.แผงเย็น ( Evaporator ) มีลักษณะเป็นแผงอยู่ภายในตู้เย็นมีหน้าที่กระจายความเย็นให้แก่ตู้เย็น
3.แผงร้อน ( Condenser ) มีหน้าที่ระบายความร้อนให้แก่น้ำยาทำความเย็นเพื่อให้น้ำยาทำความเย็นที่อยู่ในสภาพที่เป็นไอเย็นความแน่นกลับกลายเป็นของเหลวอีกครั้งหนึ่ง จะอยู่ด้านหลังหรือด้านใต้ตู้เย็น
4.มอเตอร์คอมเพรสเตอร์ ( Motor Compressor ) มักเรียกสั้นๆว่า คอมเพรสเตอร์ ทำหน้าที่อัดและดูดน้ำยาทำความเย็นให้หมุนเวียนภายในตู้เย็น เมื่อตู้เย็นทำงานถึงเวลาหรือความเย็นที่ตั้งไว้คอมเพรสเตอร์ นี้จะหยุดทำงานชั่วคราวเพื่อประหยัดพลังงานไฟฟ้า และเมื่ออุณหภูมิภายในตู้เย็นสูงขึ้นก็จะเริ่มทำงานใหม่ เพื่อให้อุณหภูมิอยู่ในระดับที่ตั้งไว้
5.ฉนวนกันความร้อน จะอยู่ภายในตัวตู้เย็น มักจะเป็นโฟมฉีดอัดอยู่ระห่างแผ่นเหล็ก ใช้สำหรับควบคุมไม่ให้อากาศร้อนภายนอกตู้เย็นเข้าไปยังตู้เย็น และรักษาอุณหภูมิภายในตู้เย็นให้อยู่ในระดับที่ต้องการ ฉนวนกันความร้อนควรอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ไม่ชำรุด รั่ว หรือเป็นรู เพราะจะทำให้คอมเพรสเตอร์ ทำงานหนักส่งผลให้ตู้เย็นเสียได้ในที่สุด
2. ส่วนประกอบของเครื่องซักผ้า
ส่วนประกอบของเครื่องซักผ้า
1.ที่ปรับระดับน้ำ ( water level knob ) มีหน้าที่สำหรับตรวจวัดระดับความสูงของน้ำที่อยู่ในถังซัก หากเกินระดับที่ตั้งไว้ก็จะระบายออกทางท่อน้ำทิ้ง บางรุ่นมีระบบการตัดน้ำเข้าเครื่องอัตโนมัติ แต่บางเครื่องไม่มีซึ่งผู้ใช้ต้องสังเกตและปิดน้ำเอง
2.หน้าปัด ( panel )เป็นที่ติดตั้งสวิตช์ควบคุมการทำงานของเครื่องซักผ้า ประกอบด้วยแผงปุ่มปรับวิธีการซัก ปุ่มปรับตั้งเวลาซัก ปุ่มปรับวิธีการปล่อยน้ำ และปุ่มตั้งเวลาในการปั่นแห้ง
3.ที่กรองน้ำล้น ( overflow filter ) จะทำหน้าที่กรองสิ่งสกปรกหรือเศษผงต่างๆที่อยู่ในเครื่องซักผ้า เมื่อถังซักหมุนจะทำให้น้ำล้นสูงเกินกว่าระดับที่กรองน้ำล้น ทำให้สิ่งสกปรกหรือเศษผงมาติดที่ตะแกรงหรือที่กรองน้ำทิ้ง ( drain filter )
4.ฝาปิดถังซัก ( washer lid ) เป็นชิ้นส่วนของเครื่องซักผ้าที่สามารถถอดออกได้ ทำหน้าที่ปิดถังซัก เพื่อป้องกันน้ำในถังซักและป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการซักผ้า
5.ใบพัดหมุนซัก ( pulsator ) ทำหน้าที่ปั่นผ้าให้หมุนไปมาในถังซัก เพื่อให้เกิดแรงเหวี่ยงระหว่างน้ำ เสื้อผ้า และผงซักฟอก จนทำให้สิ่งสกปรกหลุดออกจากผ้า
6.ถังซัก ( spin washer ) สำหรับใส่ผ้าที่ต้องการซัก ภายในจะประกอบด้วยใบพัด ที่ปรับระดับน้ำ และที่กรองน้ำล้น
7.ตัวถัง ( cabinet ) มักทำจากเหล็กเคลือบสารกันสนิมและฉนวนป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร
8.ฝาปิดถังปั่นแห้ง ( spin dryer lid ) เนื่องจากเวลาใช้งานถังปั่นแห้งจะหมุนด้วยความเร็ว ฝาปิดถังปั่นแห้งจึงมี 2 ชั้น แบ่งเป็นฝาชั้นในและฝาชั้นนอก ฝาชั้นในจะทำหน้าที่ปิดไม่ให้ผ้ากระเด็นออกจากถังปั่นแห้ง ในขณะที่ฝาชั้นนอกจะทำหน้าที่ป้องกันฝาชั้นในอีกครั้งหนึ่ง
9.ท่อน้ำทิ้ง ( drain hose ) ทำหน้าที่ระบายน้ำออกจากถังซักและถังปั่นแห้ง เมื่อเปิดวาล์วหรือสวิตช์ระบายน้ำออก น้ำจะไหลออกทางท่อน้ำทิ้งนี้
10.ถังปั่นแห้ง ( spin dryer basket ) ทำหน้าที่ปั่นผ้าด้วยความเร็วสูงเพื่อให้น้ำที่อยู่ในผ้าหลุดออกจนทำให้ผ้าแห้ง ด้านข้างของถังปั่นจะเป็นรูโดยรอบเพื่อให้น้ำหลุดกระเด็นไปรวมกันภายนอกถังปั่นแห้ง
11.ฝาสำหรับการซักด้วยมือ ( hand washing corner ) ไว้สำหรับอำนวยความสะดวกเมื่อผู้ใช้ต้องการขยี้หรือซักผ้าในจุดที่สกปรก ก่อนนำไปซักด้วยเครื่องซักผ้าตามปกติ
12.มอเตอร์ ( motor ) อยู่ด้านในของเครื่องซักผ้า เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดของเครื่องซักผ้า เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ทำให้ถังซักละถังปั่นแห้งหมุนตามความต้องการของผู้ใช้ ความเร็วของมอเตอร์ที่ใช้งานจะขึ้นอยู่กับประเภทของเครื่องซักผ้า โดยเครื่องซักผ้าแบบถังตั้งจะต้องใช้มอเตอร์ที่มีแรงขับในการหมุนมากกว่าเครื่องซักผ้าแบบถังนอน
นางสาวลัดดา ประศรี
1 ส่วนประกอบของตุ้เย้น
1.ตัวตู้เย็น ทำด้วยเหล็กและอัดฉีดโฟมอยู่ด้านใน มีหลายประเภท หลายขนาด แล้วแต่ความต้องการใช้งานของผู้ใช้ ตู้เย็นประเภทมีประตูเดี่ยวจะประหยัดพลังงานมากกว่าตู้เย็นประเภทหลายประตู ขนาดของตู้เย็นจะเรียกเป็นลูกบาศก์เดซิเมตร ( ลบ.ดม.) หรือ คิว เช่น ตู้เย็นขนาด 113 ลูกบาศก์เดซิเมตร ( 4 คิว ) เป็นต้น
2.แผงเย็น ( Evaporator ) มีลักษณะเป็นแผงอยู่ภายในตู้เย็นมีหน้าที่กระจายความเย็นให้แก่ตู้เย็น
3.แผงร้อน ( Condenser ) มีหน้าที่ระบายความร้อนให้แก่น้ำยาทำความเย็นเพื่อให้น้ำยาทำความเย็นที่อยู่ในสภาพที่เป็นไอเย็นความแน่นกลับกลายเป็นของเหลวอีกครั้งหนึ่ง จะอยู่ด้านหลังหรือด้านใต้ตู้เย็น
4.มอเตอร์คอมเพรสเตอร์ ( Motor Compressor ) มักเรียกสั้นๆว่า คอมเพรสเตอร์ ทำหน้าที่อัดและดูดน้ำยาทำความเย็นให้หมุนเวียนภายในตู้เย็น เมื่อตู้เย็นทำงานถึงเวลาหรือความเย็นที่ตั้งไว้คอมเพรสเตอร์ นี้จะหยุดทำงานชั่วคราวเพื่อประหยัดพลังงานไฟฟ้า และเมื่ออุณหภูมิภายในตู้เย็นสูงขึ้นก็จะเริ่มทำงานใหม่ เพื่อให้อุณหภูมิอยู่ในระดับที่ตั้งไว้
5.ฉนวนกันความร้อน จะอยู่ภายในตัวตู้เย็น มักจะเป็นโฟมฉีดอัดอยู่ระห่างแผ่นเหล็ก ใช้สำหรับควบคุมไม่ให้อากาศร้อนภายนอกตู้เย็นเข้าไปยังตู้เย็น และรักษาอุณหภูมิภายในตู้เย็นให้อยู่ในระดับที่ต้องการ ฉนวนกันความร้อนควรอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ไม่ชำรุด รั่ว หรือเป็นรู เพราะจะทำให้คอมเพรสเตอร์ ทำงานหนักส่งผลให้ตู้เย็นเสียได้ในที่สุด
2. ส่วนประกอบของเครื่องซักผ้า
ส่วนประกอบของเครื่องซักผ้า
1.ที่ปรับระดับน้ำ ( water level knob ) มีหน้าที่สำหรับตรวจวัดระดับความสูงของน้ำที่อยู่ในถังซัก หากเกินระดับที่ตั้งไว้ก็จะระบายออกทางท่อน้ำทิ้ง บางรุ่นมีระบบการตัดน้ำเข้าเครื่องอัตโนมัติ แต่บางเครื่องไม่มีซึ่งผู้ใช้ต้องสังเกตและปิดน้ำเอง
2.หน้าปัด ( panel )เป็นที่ติดตั้งสวิตช์ควบคุมการทำงานของเครื่องซักผ้า ประกอบด้วยแผงปุ่มปรับวิธีการซัก ปุ่มปรับตั้งเวลาซัก ปุ่มปรับวิธีการปล่อยน้ำ และปุ่มตั้งเวลาในการปั่นแห้ง
3.ที่กรองน้ำล้น ( overflow filter ) จะทำหน้าที่กรองสิ่งสกปรกหรือเศษผงต่างๆที่อยู่ในเครื่องซักผ้า เมื่อถังซักหมุนจะทำให้น้ำล้นสูงเกินกว่าระดับที่กรองน้ำล้น ทำให้สิ่งสกปรกหรือเศษผงมาติดที่ตะแกรงหรือที่กรองน้ำทิ้ง ( drain filter )
4.ฝาปิดถังซัก ( washer lid ) เป็นชิ้นส่วนของเครื่องซักผ้าที่สามารถถอดออกได้ ทำหน้าที่ปิดถังซัก เพื่อป้องกันน้ำในถังซักและป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการซักผ้า
5.ใบพัดหมุนซัก ( pulsator ) ทำหน้าที่ปั่นผ้าให้หมุนไปมาในถังซัก เพื่อให้เกิดแรงเหวี่ยงระหว่างน้ำ เสื้อผ้า และผงซักฟอก จนทำให้สิ่งสกปรกหลุดออกจากผ้า
6.ถังซัก ( spin washer ) สำหรับใส่ผ้าที่ต้องการซัก ภายในจะประกอบด้วยใบพัด ที่ปรับระดับน้ำ และที่กรองน้ำล้น
7.ตัวถัง ( cabinet ) มักทำจากเหล็กเคลือบสารกันสนิมและฉนวนป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร
8.ฝาปิดถังปั่นแห้ง ( spin dryer lid ) เนื่องจากเวลาใช้งานถังปั่นแห้งจะหมุนด้วยความเร็ว ฝาปิดถังปั่นแห้งจึงมี 2 ชั้น แบ่งเป็นฝาชั้นในและฝาชั้นนอก ฝาชั้นในจะทำหน้าที่ปิดไม่ให้ผ้ากระเด็นออกจากถังปั่นแห้ง ในขณะที่ฝาชั้นนอกจะทำหน้าที่ป้องกันฝาชั้นในอีกครั้งหนึ่ง
9.ท่อน้ำทิ้ง ( drain hose ) ทำหน้าที่ระบายน้ำออกจากถังซักและถังปั่นแห้ง เมื่อเปิดวาล์วหรือสวิตช์ระบายน้ำออก น้ำจะไหลออกทางท่อน้ำทิ้งนี้
10.ถังปั่นแห้ง ( spin dryer basket ) ทำหน้าที่ปั่นผ้าด้วยความเร็วสูงเพื่อให้น้ำที่อยู่ในผ้าหลุดออกจนทำให้ผ้าแห้ง ด้านข้างของถังปั่นจะเป็นรูโดยรอบเพื่อให้น้ำหลุดกระเด็นไปรวมกันภายนอกถังปั่นแห้ง
11.ฝาสำหรับการซักด้วยมือ ( hand washing corner ) ไว้สำหรับอำนวยความสะดวกเมื่อผู้ใช้ต้องการขยี้หรือซักผ้าในจุดที่สกปรก ก่อนนำไปซักด้วยเครื่องซักผ้าตามปกติ
12.มอเตอร์ ( motor ) อยู่ด้านในของเครื่องซักผ้า เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดของเครื่องซักผ้า เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ทำให้ถังซักละถังปั่นแห้งหมุนตามความต้องการของผู้ใช้ ความเร็วของมอเตอร์ที่ใช้งานจะขึ้นอยู่กับประเภทของเครื่องซักผ้า โดยเครื่องซักผ้าแบบถังตั้งจะต้องใช้มอเตอร์ที่มีแรงขับในการหมุนมากกว่าเครื่องซักผ้าแบบถังนอน
น.ส .กิติวรรณ สีล้อม ม 5
1. ส่วนประกอบของตู้เย็นมี
คอมเพรสเซอร์ (Compressor)
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์ร้อน มีลักษณะขดไปมาอยู่นอกตู้
วาวล์ขยาย (Expansion vavle)
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์เย็น มีลักษณะขดไปมาอยู่ภายในตู้เย็น
สารทำความเย็น เป็นของเหลวบรรจุอยู่และไหลเวียน
2. ส่วนประกอบของเครื่องซักผ้ามี
.ที่ปรับระดับน้ำ ( water level knob ) มีหน้าที่สำหรับตรวจวัดระดับความสูงของน้ำที่อยู่ในถังซัก หากเกินระดับที่ตั้งไว้ก็จะระบายออกทางท่อน้ำทิ้ง บางรุ่นมีระบบการตัดน้ำเข้าเครื่องอัตโนมัติ แต่บางเครื่องไม่มีซึ่งผู้ใช้ต้องสังเกตและปิดน้ำเอง
2.หน้าปด ( panel ) เป็นที่ติดตั้งสวิตช์ควบคุมการทำงานของเครื่องซักผ้า ประกอบด้วยแผงปุ่มปรับวิธีการซัก ปุ่มปรับตั้งเวลาซัก ปุ่มปรับวิธีการปล่อยน้ำ และปุ่มตั้งเวลาในการปั่นแห้ง
3.ที่กรองน้ำล้น ( overflow filter ) จะทำหน้าที่กรองสิ่งสกปรกหรือเศษผงต่างๆที่อยู่ในเครื่องซักผ้า เมื่อถังซักหมุนจะทำให้น้ำล้นสูงเกินกว่าระดับที่กรองน้ำล้น ทำให้สิ่งสกปรกหรือเศษผงมาติดที่ตะแกรงหรือที่กรองน้ำทิ้ง ( drain filter )
4.ฝาปิดถังซัก ( washer lid ) เป็นชิ้นส่วนของเครื่องซักผ้าที่สามารถถอดออกได้ ทำหน้าที่ปิดถังซัก เพื่อป้องกันน้ำในถังซักและป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการซักผ้า
5.ใบพัดหมุนซัก ( pulsator ) ทำหน้าที่ปั่นผ้าให้หมุนไปมาในถังซัก เพื่อให้เกิดแรงเหวี่ยงระหว่างน้ำ เสื้อผ้า และผงซักฟอก จนทำให้สิ่งสกปรกหลุดออกจากผ้า
6.ถังซัก ( spin washer ) สำหรับใส่ผ้าที่ต้องการซัก ภายในจะประกอบด้วยใบพัด ที่ปรับระดับน้ำ และที่กรองน้ำล้น
7.ตัวถัง ( cabinet ) มักทำจากเหล็กเคลือบสารกันสนิมและฉนวนป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร
8.ฝาปิดถังปั่นแห้ง ( spin dryer lid ) เนื่องจากเวลาใช้งานถังปั่นแห้งจะหมุนด้วยความเร็ว ฝาปิดถังปั่นแห้งจึงมี 2 ชั้น แบ่งเป็นฝาชั้นในและฝาชั้นนอก ฝาชั้นในจะทำหน้าที่ปิดไม่ให้ผ้ากระเด็นออกจากถังปั่นแห้ง ในขณะที่ฝาชั้นนอกจะทำหน้าที่ป้องกันฝาชั้นในอีกครั้งหนึ่ง
9.ท่อน้ำทิ้ง ( drain hose ) ทำหน้าที่ระบายน้ำออกจากถังซักและถังปั่นแห้ง เมื่อเปิดวาล์วหรือสวิตช์ระบายน้ำออก น้ำจะไหลออกทางท่อน้ำทิ้งนี้
10.ถังปั่นแห้ง ( spin dryer basket ) ทำหน้าที่ปั่นผ้าด้วยความเร็วสูงเพื่อให้น้ำที่อยู่ในผ้าหลุดออกจนทำให้ผ้าแห้ง ด้านข้างของถังปั่นจะเป็นรูโดยรอบเพื่อให้น้ำหลุดกระเด็นไปรวมกันภายนอกถังปั่นแห้ง
11.ฝาสำหรับการซักด้วยมือ ( hand washing corner ) ไว้สำหรับอำนวยความสะดวกเมื่อผู้ใช้ต้องการขยี้หรือซักผ้าในจุดที่สกปรก ก่อนนำไปซักด้วยเครื่องซักผ้าตามปกติ
12.มอเตอร์ ( motor ) อยู่ด้านในของเครื่องซักผ้า เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดของเครื่องซักผ้า เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ทำให้ถังซักละถังปั่นแห้งหมุนตามความต้องการของผู้ใช้ ความเร็วของมอเตอร์ที่ใช้งานจะขึ้นอยู่กับประเภทของเครื่องซักผ้า โดยเครื่องซักผ้าแบบถังตั้งจะต้องใช้มอเตอร์ที่มีแรงขับในการหมุนมากกว่าเครื่องซักผ้าแบบถังนอน
น.ส. สุจิตตา แก้วตำแย
ส่วนประกอบของตู้เย็นมีส่วนสำคัญ 5 ส่วนคือ
1. คอมเพรสเซอร์ (Compressor)
2.ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์ร้อน มีลักษณะขดไปมาอยู่นอกตู้
3.วาวล์ขยาย (Expansion vavle)
4.ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์เย็น มีลักษณะขดไปมาอยู่ภายในตู้เย็น
5.สารทำความเย็น เป็นของเหลวบรรจุอยู่และไหลเวียนอยู่ภายในตู้
คอมเพรสเซอร์อัดสารทำความเย็นที่อยู่ในสถานะแก๊ส ทำให้อุหภูมิและความดันเพิ่มขึ้น (สีส้ม) ผ่านไปยังคอยส์ร้อน อยู่ด้านหลังตู้เย็น ความร้อนถูกระบายออก (ตู้เย็นสมัยใหม่ออกแบบให้สวยงามโดยหลบคอยส์ร้อนไว้ จึงมองไม่เห็น)
สารทำความเย็นถูกเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว (สีม่วง) ไหลผ่านไปยังวาวล์ขยาย ( Epansion vavle)
เมื่อผ่านวาวล์ขยาย ความดันจะลดลงอย่างรวดเร็ว สารทำความเย็นที่อยู่ในสถานะของเหลว เปลี่ยนเป็นแก๊สในทันที (สีน้ำเงิน)
สารทำความเย็นไหลผ่านเข้าไปในคอยส์เย็น และดูดความร้อนจากภายในตู้ออกมา ต่อจากนั้นผ่านเข้าไปในคอมเพรสเซอร์ และถูกอัด เป็นวัฎจักรเข้าสู่ขั้นตอนที่หนึ่ง
บางท่านที่อ่านแล้วอาจยังไม่เข้าใจ ว่ามันเย็นได้อย่างไร ในหน้าถัดไปเรามาทดลองกันอะไรบางอย่างกันครับ
หลักการทำงานของเครื่อง
เมื่อลูกค้า ใส่ผ้าและหยอดเหรียญแล้ว ให้กด เบอร์โทร ของลูกค้า หรือ เบอร์ที่ต้องการให้โทรกลับ
หลังจากนั้น ไม่ต้องทำอะไร เมื่อเครื่องซักผ้าทำงานเสร็จ จะ โทรแจ้งเจ้าของ เตือนว่าซักผ้าเสร็จแล้ว
โทรแจ้งนี้ไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม เพียงเสียบปลั๊กทิ้งไว้ ใช้ไฟเพียง 5 v เท่านั้น ตัวเครื่องขนาดกระกะทัดรัด
ผลงานสิ่งประดิษฐ์ ของ
นาย สุรัตน์ โสภา
1 ส่วนประกอบของตุ้เย้น
1.ตัวตู้เย็น ทำด้วยเหล็กและอัดฉีดโฟมอยู่ด้านใน มีหลายประเภท หลายขนาด แล้วแต่ความต้องการใช้งานของผู้ใช้ ตู้เย็นประเภทมีประตูเดี่ยวจะประหยัดพลังงานมากกว่าตู้เย็นประเภทหลายประตู ขนาดของตู้เย็นจะเรียกเป็นลูกบาศก์เดซิเมตร ( ลบ.ดม.) หรือ คิว เช่น ตู้เย็นขนาด 113 ลูกบาศก์เดซิเมตร ( 4 คิว ) เป็นต้น
2.แผงเย็น ( Evaporator ) มีลักษณะเป็นแผงอยู่ภายในตู้เย็นมีหน้าที่กระจายความเย็นให้แก่ตู้เย็น
3.แผงร้อน ( Condenser ) มีหน้าที่ระบายความร้อนให้แก่น้ำยาทำความเย็นเพื่อให้น้ำยาทำความเย็นที่อยู่ในสภาพที่เป็นไอเย็นความแน่นกลับกลายเป็นของเหลวอีกครั้งหนึ่ง จะอยู่ด้านหลังหรือด้านใต้ตู้เย็น
4.มอเตอร์คอมเพรสเตอร์ ( Motor Compressor ) มักเรียกสั้นๆว่า คอมเพรสเตอร์ ทำหน้าที่อัดและดูดน้ำยาทำความเย็นให้หมุนเวียนภายในตู้เย็น เมื่อตู้เย็นทำงานถึงเวลาหรือความเย็นที่ตั้งไว้คอมเพรสเตอร์ นี้จะหยุดทำงานชั่วคราวเพื่อประหยัดพลังงานไฟฟ้า และเมื่ออุณหภูมิภายในตู้เย็นสูงขึ้นก็จะเริ่มทำงานใหม่ เพื่อให้อุณหภูมิอยู่ในระดับที่ตั้งไว้
5.ฉนวนกันความร้อน จะอยู่ภายในตัวตู้เย็น มักจะเป็นโฟมฉีดอัดอยู่ระห่างแผ่นเหล็ก ใช้สำหรับควบคุมไม่ให้อากาศร้อนภายนอกตู้เย็นเข้าไปยังตู้เย็น และรักษาอุณหภูมิภายในตู้เย็นให้อยู่ในระดับที่ต้องการ ฉนวนกันความร้อนควรอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ไม่ชำรุด รั่ว หรือเป็นรู เพราะจะทำให้คอมเพรสเตอร์ ทำงานหนักส่งผลให้ตู้เย็นเสียได้ในที่สุด
2. ส่วนประกอบของเครื่องซักผ้า
ส่วนประกอบของเครื่องซักผ้า
1.ที่ปรับระดับน้ำ ( water level knob ) มีหน้าที่สำหรับตรวจวัดระดับความสูงของน้ำที่อยู่ในถังซัก หากเกินระดับที่ตั้งไว้ก็จะระบายออกทางท่อน้ำทิ้ง บางรุ่นมีระบบการตัดน้ำเข้าเครื่องอัตโนมัติ แต่บางเครื่องไม่มีซึ่งผู้ใช้ต้องสังเกตและปิดน้ำเอง
2.หน้าปัด ( panel )เป็นที่ติดตั้งสวิตช์ควบคุมการทำงานของเครื่องซักผ้า ประกอบด้วยแผงปุ่มปรับวิธีการซัก ปุ่มปรับตั้งเวลาซัก ปุ่มปรับวิธีการปล่อยน้ำ และปุ่มตั้งเวลาในการปั่นแห้ง
3.ที่กรองน้ำล้น ( overflow filter ) จะทำหน้าที่กรองสิ่งสกปรกหรือเศษผงต่างๆที่อยู่ในเครื่องซักผ้า เมื่อถังซักหมุนจะทำให้น้ำล้นสูงเกินกว่าระดับที่กรองน้ำล้น ทำให้สิ่งสกปรกหรือเศษผงมาติดที่ตะแกรงหรือที่กรองน้ำทิ้ง ( drain filter )
4.ฝาปิดถังซัก ( washer lid ) เป็นชิ้นส่วนของเครื่องซักผ้าที่สามารถถอดออกได้ ทำหน้าที่ปิดถังซัก เพื่อป้องกันน้ำในถังซักและป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการซักผ้า
5.ใบพัดหมุนซัก ( pulsator ) ทำหน้าที่ปั่นผ้าให้หมุนไปมาในถังซัก เพื่อให้เกิดแรงเหวี่ยงระหว่างน้ำ เสื้อผ้า และผงซักฟอก จนทำให้สิ่งสกปรกหลุดออกจากผ้า
6.ถังซัก ( spin washer ) สำหรับใส่ผ้าที่ต้องการซัก ภายในจะประกอบด้วยใบพัด ที่ปรับระดับน้ำ และที่กรองน้ำล้น
7.ตัวถัง ( cabinet ) มักทำจากเหล็กเคลือบสารกันสนิมและฉนวนป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร
8.ฝาปิดถังปั่นแห้ง ( spin dryer lid ) เนื่องจากเวลาใช้งานถังปั่นแห้งจะหมุนด้วยความเร็ว ฝาปิดถังปั่นแห้งจึงมี 2 ชั้น แบ่งเป็นฝาชั้นในและฝาชั้นนอก ฝาชั้นในจะทำหน้าที่ปิดไม่ให้ผ้ากระเด็นออกจากถังปั่นแห้ง ในขณะที่ฝาชั้นนอกจะทำหน้าที่ป้องกันฝาชั้นในอีกครั้งหนึ่ง
9.ท่อน้ำทิ้ง ( drain hose ) ทำหน้าที่ระบายน้ำออกจากถังซักและถังปั่นแห้ง เมื่อเปิดวาล์วหรือสวิตช์ระบายน้ำออก น้ำจะไหลออกทางท่อน้ำทิ้งนี้
10.ถังปั่นแห้ง ( spin dryer basket ) ทำหน้าที่ปั่นผ้าด้วยความเร็วสูงเพื่อให้น้ำที่อยู่ในผ้าหลุดออกจนทำให้ผ้าแห้ง ด้านข้างของถังปั่นจะเป็นรูโดยรอบเพื่อให้น้ำหลุดกระเด็นไปรวมกันภายนอกถังปั่นแห้ง
11.ฝาสำหรับการซักด้วยมือ ( hand washing corner ) ไว้สำหรับอำนวยความสะดวกเมื่อผู้ใช้ต้องการขยี้หรือซักผ้าในจุดที่สกปรก ก่อนนำไปซักด้วยเครื่องซักผ้าตามปกติ
12.มอเตอร์ ( motor ) อยู่ด้านในของเครื่องซักผ้า เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดของเครื่องซักผ้า เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ทำให้ถังซักละถังปั่นแห้งหมุนตามความต้องการของผู้ใช้ ความเร็วของมอเตอร์ที่ใช้งานจะขึ้นอยู่กับประเภทของเครื่องซักผ้า โดยเครื่องซักผ้าแบบถังตั้งจะต้องใช้มอเตอร์ที่มีแรงขับในการหมุนมากกว่าเครื่องซักผ้าแบบถังนอน
นาย ปรุงศักดิ์ จันทร์ดุ้ง ม.5 เลขที่ 4
ส่วนประกอบของตู้เย็นมีส่วนสำคัญ 5 ส่วนคือ
1. คอมเพรสเซอร์ (Compressor)
2.ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์ร้อน มีลักษณะขดไปมาอยู่นอกตู้
3.วาวล์ขยาย (Expansion vavle)
4.ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์เย็น มีลักษณะขดไปมาอยู่ภายในตู้เย็น
5.สารทำความเย็น เป็นของเหลวบรรจุอยู่และไหลเวียนอยู่ภายในตู้
คอมเพรสเซอร์อัดสารทำความเย็นที่อยู่ในสถานะแก๊ส ทำให้อุหภูมิและความดันเพิ่มขึ้น (สีส้ม) ผ่านไปยังคอยส์ร้อน อยู่ด้านหลังตู้เย็น ความร้อนถูกระบายออก (ตู้เย็นสมัยใหม่ออกแบบให้สวยงามโดยหลบคอยส์ร้อนไว้ จึงมองไม่เห็น)
สารทำความเย็นถูกเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว (สีม่วง) ไหลผ่านไปยังวาวล์ขยาย ( Epansion vavle)
เมื่อผ่านวาวล์ขยาย ความดันจะลดลงอย่างรวดเร็ว สารทำความเย็นที่อยู่ในสถานะของเหลว เปลี่ยนเป็นแก๊สในทันที (สีน้ำเงิน)
สารทำความเย็นไหลผ่านเข้าไปในคอยส์เย็น และดูดความร้อนจากภายในตู้ออกมา ต่อจากนั้นผ่านเข้าไปในคอมเพรสเซอร์ และถูกอัด เป็นวัฎจักรเข้าสู่ขั้นตอนที่หนึ่ง
บางท่านที่อ่านแล้วอาจยังไม่เข้าใจ ว่ามันเย็นได้อย่างไร ในหน้าถัดไปเรามาทดลองกันอะไรบางอย่างกันครับ
หลักการทำงานของเครื่อง
เมื่อลูกค้า ใส่ผ้าและหยอดเหรียญแล้ว ให้กด เบอร์โทร ของลูกค้า หรือ เบอร์ที่ต้องการให้โทรกลับ
หลังจากนั้น ไม่ต้องทำอะไร เมื่อเครื่องซักผ้าทำงานเสร็จ จะ โทรแจ้งเจ้าของ เตือนว่าซักผ้าเสร็จแล้ว
โทรแจ้งนี้ไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม เพียงเสียบปลั๊กทิ้งไว้ ใช้ไฟเพียง 5 v เท่านั้น ตัวเครื่องขนาดกระกะทัดรัด
ผลงานสิ่งประดิษฐ์ ของ
กันยายน 3, 2008 10:02 หลังเที่ยง
น. ส.น้ำฝน บุญชม ม 5
1. ส่วนประกอบของตู้เย็นมีคอมเพรสเซอร์ (Compressor)
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์ร้อน มีลักษณะขดไปมาอยู่นอกตู้
วาวล์ขยาย (Expansion vavle)
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์เย็น มีลักษณะขดไปมาอยู่ภายในตู้เย็น
สารทำความเย็น เป็นของเหลวบรรจุอยู่และไหลเวียน
2. ส่วนประกอบของเครื่องซักผ้ามี
.ที่ปรับระดับน้ำ ( water level knob ) มีหน้าที่สำหรับตรวจวัดระดับความสูงของน้ำที่อยู่ในถังซัก หากเกินระดับที่ตั้งไว้ก็จะระบายออกทางท่อน้ำทิ้ง บางรุ่นมีระบบการตัดน้ำเข้าเครื่องอัตโนมัติ แต่บางเครื่องไม่มีซึ่งผู้ใช้ต้องสังเกตและปิดน้ำเอง
2.หน้าปด ( panel ) เป็นที่ติดตั้งสวิตช์ควบคุมการทำงานของเครื่องซักผ้า ประกอบด้วยแผงปุ่มปรับวิธีการซัก ปุ่มปรับตั้งเวลาซัก ปุ่มปรับวิธีการปล่อยน้ำ และปุ่มตั้งเวลาในการปั่นแห้ง
3.ที่กรองน้ำล้น ( overflow filter ) จะทำหน้าที่กรองสิ่งสกปรกหรือเศษผงต่างๆที่อยู่ในเครื่องซักผ้า เมื่อถังซักหมุนจะทำให้น้ำล้นสูงเกินกว่าระดับที่กรองน้ำล้น ทำให้สิ่งสกปรกหรือเศษผงมาติดที่ตะแกรงหรือที่กรองน้ำทิ้ง ( drain filter )
4.ฝาปิดถังซัก ( washer lid ) เป็นชิ้นส่วนของเครื่องซักผ้าที่สามารถถอดออกได้ ทำหน้าที่ปิดถังซัก เพื่อป้องกันน้ำในถังซักและป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการซักผ้า
5.ใบพัดหมุนซัก ( pulsator ) ทำหน้าที่ปั่นผ้าให้หมุนไปมาในถังซัก เพื่อให้เกิดแรงเหวี่ยงระหว่างน้ำ เสื้อผ้า และผงซักฟอก จนทำให้สิ่งสกปรกหลุดออกจากผ้า
6.ถังซัก ( spin washer ) สำหรับใส่ผ้าที่ต้องการซัก ภายในจะประกอบด้วยใบพัด ที่ปรับระดับน้ำ และที่กรองน้ำล้น
7.ตัวถัง ( cabinet ) มักทำจากเหล็กเคลือบสารกันสนิมและฉนวนป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร
8.ฝาปิดถังปั่นแห้ง ( spin dryer lid ) เนื่องจากเวลาใช้งานถังปั่นแห้งจะหมุนด้วยความเร็ว ฝาปิดถังปั่นแห้งจึงมี 2 ชั้น แบ่งเป็นฝาชั้นในและฝาชั้นนอก ฝาชั้นในจะทำหน้าที่ปิดไม่ให้ผ้ากระเด็นออกจากถังปั่นแห้ง ในขณะที่ฝาชั้นนอกจะทำหน้าที่ป้องกันฝาชั้นในอีกครั้งหนึ่ง
9.ท่อน้ำทิ้ง ( drain hose ) ทำหน้าที่ระบายน้ำออกจากถังซักและถังปั่นแห้ง เมื่อเปิดวาล์วหรือสวิตช์ระบายน้ำออก น้ำจะไหลออกทางท่อน้ำทิ้งนี้
10.ถังปั่นแห้ง ( spin dryer basket ) ทำหน้าที่ปั่นผ้าด้วยความเร็วสูงเพื่อให้น้ำที่อยู่ในผ้าหลุดออกจนทำให้ผ้าแห้ง ด้านข้างของถังปั่นจะเป็นรูโดยรอบเพื่อให้น้ำหลุดกระเด็นไปรวมกันภายนอกถังปั่นแห้ง
11.ฝาสำหรับการซักด้วยมือ ( hand washing corner ) ไว้สำหรับอำนวยความสะดวกเมื่อผู้ใช้ต้องการขยี้หรือซักผ้าในจุดที่สกปรก ก่อนนำไปซักด้วยเครื่องซักผ้าตามปกติ
12.มอเตอร์ ( motor ) อยู่ด้านในของเครื่องซักผ้า เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดของเครื่องซักผ้า เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ทำให้ถังซักละถังปั่นแห้งหมุนตามความต้องการของผู้ใช้ ความเร็วของมอเตอร์ที่ใช้งานจะขึ้นอยู่กับประเภทของเครื่องซักผ้า โดยเครื่องซักผ้าแบบถังตั้งจะต้องใช้มอเตอร์ที่มีแรงขับในการหมุนมากกว่าเครื่องซักผ้าแบบถังนอน
น.ส.กิติวรรณ สีล้อม ม.5 เลขที่20
.ตู้เย็นมีส่วนสำคัญ 5 ส่วนคือ
1. คอมเพรสเซอร์ (Compressor)
2.ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์ร้อน มีลักษณะขดไปมาอยู่นอกตู้
3.วาวล์ขยาย (Expansion vavle)
4.ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์เย็น มีลักษณะขดไปมาอยู่ภายในตู้เย็น
5.สารทำความเย็น เป็นของเหลวบรรจุอยู่และไหลเวียนอยู่ภายในตู้
คอมเพรสเซอร์ (Compressor)
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์ร้อน มีลักษณะขดไปมาอยู่นอกตู้
วาวล์ขยาย (Expansion vavle)
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์เย็น มีลักษณะขดไปมาอยู่ภายในตู้เย็น
สารทำความเย็น เป็นของเหลวบรรจุอยู่และไหลเวียนอยู่ภายในตู้
ในวงการอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่จะใช้ แอมโมเนีย (Ammonia) เป็นสารทำความเย็น แอมโมเนียบริสุทธ์ระเหยที่อุณหภูมิ -32 องศาเซลเซียส
กลไกพื้นฐานการทำงานของตู้เย็นเป็นดังนี้
คอมเพรสเซอร์อัดสารทำความเย็นที่อยู่ในสถานะแก๊ส ทำให้อุหภูมิและความดันเพิ่มขึ้น (สีส้ม) ผ่านไปยังคอยส์ร้อน อยู่ด้านหลังตู้เย็น ความร้อนถูกระบายออก (ตู้เย็นสมัยใหม่ออกแบบให้สวยงามโดยหลบคอยส์ร้อนไว้ จึงมองไม่เห็น)
สารทำความเย็นถูกเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว (สีม่วง) ไหลผ่านไปยังวาวล์ขยาย ( Epansion vavle)
เมื่อผ่านวาวล์ขยาย ความดันจะลดลงอย่างรวดเร็ว สารทำความเย็นที่อยู่ในสถานะของเหลว เปลี่ยนเป็นแก๊สในทันที (สีน้ำเงิน)
สารทำความเย็นไหลผ่านเข้าไปในคอยส์เย็น และดูดความร้อนจากภายในตู้ออกมา ต่อจากนั้นผ่านเข้าไปในคอมเพรสเซอร์ และถูกอัด เป็นวัฎจักรเข้าสู่ขั้นตอนที่หนึ่ง
บางท่านที่อ่านแล้วอาจยังไม่เข้าใจ ว่ามันเย็นได้อย่างไร ในหน้าถัดไปเรามาทดลองกันอะไรบางอย่างกัน
น.ส.จินตหรา นานอก ม5
1. ส่วนประกอบของตู้เย็นมี
คอมเพรสเซอร์ (Compressor)
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์ร้อน มีลักษณะขดไปมาอยู่นอกตู้
วาวล์ขยาย (Expansion vavle)
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์เย็น มีลักษณะขดไปมาอยู่ภายในตู้เย็น
สารทำความเย็น เป็นของเหลวบรรจุอยู่และไหลเวียน
2. ส่วนประกอบของเครื่องซักผ้ามี
.ที่ปรับระดับน้ำ ( water level knob ) มีหน้าที่สำหรับตรวจวัดระดับความสูงของน้ำที่อยู่ในถังซัก หากเกินระดับที่ตั้งไว้ก็จะระบายออกทางท่อน้ำทิ้ง บางรุ่นมีระบบการตัดน้ำเข้าเครื่องอัตโนมัติ แต่บางเครื่องไม่มีซึ่งผู้ใช้ต้องสังเกตและปิดน้ำเอง
2.หน้าปด ( panel ) เป็นที่ติดตั้งสวิตช์ควบคุมการทำงานของเครื่องซักผ้า ประกอบด้วยแผงปุ่มปรับวิธีการซัก ปุ่มปรับตั้งเวลาซัก ปุ่มปรับวิธีการปล่อยน้ำ และปุ่มตั้งเวลาในการปั่นแห้ง
3.ที่กรองน้ำล้น ( overflow filter ) จะทำหน้าที่กรองสิ่งสกปรกหรือเศษผงต่างๆที่อยู่ในเครื่องซักผ้า เมื่อถังซักหมุนจะทำให้น้ำล้นสูงเกินกว่าระดับที่กรองน้ำล้น ทำให้สิ่งสกปรกหรือเศษผงมาติดที่ตะแกรงหรือที่กรองน้ำทิ้ง ( drain filter )
4.ฝาปิดถังซัก ( washer lid ) เป็นชิ้นส่วนของเครื่องซักผ้าที่สามารถถอดออกได้ ทำหน้าที่ปิดถังซัก เพื่อป้องกันน้ำในถังซักและป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการซักผ้า
5.ใบพัดหมุนซัก ( pulsator ) ทำหน้าที่ปั่นผ้าให้หมุนไปมาในถังซัก เพื่อให้เกิดแรงเหวี่ยงระหว่างน้ำ เสื้อผ้า และผงซักฟอก จนทำให้สิ่งสกปรกหลุดออกจากผ้า
6.ถังซัก ( spin washer ) สำหรับใส่ผ้าที่ต้องการซัก ภายในจะประกอบด้วยใบพัด ที่ปรับระดับน้ำ และที่กรองน้ำล้น
7.ตัวถัง ( cabinet ) มักทำจากเหล็กเคลือบสารกันสนิมและฉนวนป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร
8.ฝาปิดถังปั่นแห้ง ( spin dryer lid ) เนื่องจากเวลาใช้งานถังปั่นแห้งจะหมุนด้วยความเร็ว ฝาปิดถังปั่นแห้งจึงมี 2 ชั้น แบ่งเป็นฝาชั้นในและฝาชั้นนอก ฝาชั้นในจะทำหน้าที่ปิดไม่ให้ผ้ากระเด็นออกจากถังปั่นแห้ง ในขณะที่ฝาชั้นนอกจะทำหน้าที่ป้องกันฝาชั้นในอีกครั้งหนึ่ง
9.ท่อน้ำทิ้ง ( drain hose ) ทำหน้าที่ระบายน้ำออกจากถังซักและถังปั่นแห้ง เมื่อเปิดวาล์วหรือสวิตช์ระบายน้ำออก น้ำจะไหลออกทางท่อน้ำทิ้งนี้
10.ถังปั่นแห้ง ( spin dryer basket ) ทำหน้าที่ปั่นผ้าด้วยความเร็วสูงเพื่อให้น้ำที่อยู่ในผ้าหลุดออกจนทำให้ผ้าแห้ง ด้านข้างของถังปั่นจะเป็นรูโดยรอบเพื่อให้น้ำหลุดกระเด็นไปรวมกันภายนอกถังปั่นแห้ง
11.ฝาสำหรับการซักด้วยมือ ( hand washing corner ) ไว้สำหรับอำนวยความสะดวกเมื่อผู้ใช้ต้องการขยี้หรือซักผ้าในจุดที่สกปรก ก่อนนำไปซักด้วยเครื่องซักผ้าตามปกติ
12.มอเตอร์ ( motor ) อยู่ด้านในของเครื่องซักผ้า เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดของเครื่องซักผ้า เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ทำให้ถังซักละถังปั่นแห้งหมุนตามความต้องการของผู้ใช้ ความเร็วของมอเตอร์ที่ใช้งานจะขึ้นอยู่กับประเภทของเครื่องซักผ้า โดยเครื่องซักผ้าแบบถังตั้งจะต้องใช้มอเตอร์ที่มีแรงขับในการหมุนมากกว่าเครื่องซักผ้าแบบถังนอน
น.ส.สุปรานี คำผา ม5
1. ส่วนประกอบของตู้เย็นมี
คอมเพรสเซอร์ (Compressor)
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์ร้อน มีลักษณะขดไปมาอยู่นอกตู้
วาวล์ขยาย (Expansion vavle)
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์เย็น มีลักษณะขดไปมาอยู่ภายในตู้เย็น
สารทำความเย็น เป็นของเหลวบรรจุอยู่และไหลเวียน
2. ส่วนประกอบของเครื่องซักผ้ามี
.ที่ปรับระดับน้ำ ( water level knob ) มีหน้าที่สำหรับตรวจวัดระดับความสูงของน้ำที่อยู่ในถังซัก หากเกินระดับที่ตั้งไว้ก็จะระบายออกทางท่อน้ำทิ้ง บางรุ่นมีระบบการตัดน้ำเข้าเครื่องอัตโนมัติ แต่บางเครื่องไม่มีซึ่งผู้ใช้ต้องสังเกตและปิดน้ำเอง
2.หน้าปด ( panel ) เป็นที่ติดตั้งสวิตช์ควบคุมการทำงานของเครื่องซักผ้า ประกอบด้วยแผงปุ่มปรับวิธีการซัก ปุ่มปรับตั้งเวลาซัก ปุ่มปรับวิธีการปล่อยน้ำ และปุ่มตั้งเวลาในการปั่นแห้ง
3.ที่กรองน้ำล้น ( overflow filter ) จะทำหน้าที่กรองสิ่งสกปรกหรือเศษผงต่างๆที่อยู่ในเครื่องซักผ้า เมื่อถังซักหมุนจะทำให้น้ำล้นสูงเกินกว่าระดับที่กรองน้ำล้น ทำให้สิ่งสกปรกหรือเศษผงมาติดที่ตะแกรงหรือที่กรองน้ำทิ้ง ( drain filter )
4.ฝาปิดถังซัก ( washer lid ) เป็นชิ้นส่วนของเครื่องซักผ้าที่สามารถถอดออกได้ ทำหน้าที่ปิดถังซัก เพื่อป้องกันน้ำในถังซักและป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการซักผ้า
5.ใบพัดหมุนซัก ( pulsator ) ทำหน้าที่ปั่นผ้าให้หมุนไปมาในถังซัก เพื่อให้เกิดแรงเหวี่ยงระหว่างน้ำ เสื้อผ้า และผงซักฟอก จนทำให้สิ่งสกปรกหลุดออกจากผ้า
6.ถังซัก ( spin washer ) สำหรับใส่ผ้าที่ต้องการซัก ภายในจะประกอบด้วยใบพัด ที่ปรับระดับน้ำ และที่กรองน้ำล้น
7.ตัวถัง ( cabinet ) มักทำจากเหล็กเคลือบสารกันสนิมและฉนวนป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร
8.ฝาปิดถังปั่นแห้ง ( spin dryer lid ) เนื่องจากเวลาใช้งานถังปั่นแห้งจะหมุนด้วยความเร็ว ฝาปิดถังปั่นแห้งจึงมี 2 ชั้น แบ่งเป็นฝาชั้นในและฝาชั้นนอก ฝาชั้นในจะทำหน้าที่ปิดไม่ให้ผ้ากระเด็นออกจากถังปั่นแห้ง ในขณะที่ฝาชั้นนอกจะทำหน้าที่ป้องกันฝาชั้นในอีกครั้งหนึ่ง
9.ท่อน้ำทิ้ง ( drain hose ) ทำหน้าที่ระบายน้ำออกจากถังซักและถังปั่นแห้ง เมื่อเปิดวาล์วหรือสวิตช์ระบายน้ำออก น้ำจะไหลออกทางท่อน้ำทิ้งนี้
10.ถังปั่นแห้ง ( spin dryer basket ) ทำหน้าที่ปั่นผ้าด้วยความเร็วสูงเพื่อให้น้ำที่อยู่ในผ้าหลุดออกจนทำให้ผ้าแห้ง ด้านข้างของถังปั่นจะเป็นรูโดยรอบเพื่อให้น้ำหลุดกระเด็นไปรวมกันภายนอกถังปั่นแห้ง
11.ฝาสำหรับการซักด้วยมือ ( hand washing corner ) ไว้สำหรับอำนวยความสะดวกเมื่อผู้ใช้ต้องการขยี้หรือซักผ้าในจุดที่สกปรก ก่อนนำไปซักด้วยเครื่องซักผ้าตามปกติ
12.มอเตอร์ ( motor ) อยู่ด้านในของเครื่องซักผ้า เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดของเครื่องซักผ้า เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ทำให้ถังซักละถังปั่นแห้งหมุนตามความต้องการของผู้ใช้ ความเร็วของมอเตอร์ที่ใช้งานจะขึ้นอยู่กับประเภทของเครื่องซักผ้า โดยเครื่องซักผ้าแบบถังตั้งจะต้องใช้มอเตอร์ที่มีแรงขับในการหมุนมากกว่าเครื่องซักผ้าแบบถังนอน
นางสาว จินตหรา นานอก
ตู้เย็นมีส่วนสำคัญ 5 ส่วนคือ
1. คอมเพรสเซอร์ (Compressor)
2.ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์ร้อน มีลักษณะขดไปมาอยู่นอกตู้
3.วาวล์ขยาย (Expansion vavle)
4.ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์เย็น มีลักษณะขดไปมาอยู่ภายในตู้เย็น
5.สารทำความเย็น เป็นของเหลวบรรจุอยู่และไหลเวียนอยู่ภายในตู้
คอมเพรสเซอร์ (Compressor)
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์ร้อน มีลักษณะขดไปมาอยู่นอกตู้
วาวล์ขยาย (Expansion vavle)
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์เย็น มีลักษณะขดไปมาอยู่ภายในตู้เย็น
สารทำความเย็น เป็นของเหลวบรรจุอยู่และไหลเวียนอยู่ภายในตู้
ในวงการอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่จะใช้ แอมโมเนีย (Ammonia) เป็นสารทำความเย็น แอมโมเนียบริสุทธ์ระเหยที่อุณหภูมิ -32 องศาเซลเซียส
กลไกพื้นฐานการทำงานของตู้เย็นเป็นดังนี้
น.ส.เบญจมาศ บาคะรม
1. ส่วนประกอบของตู้เย็นมีอะไรบ้าง มีลักษณะการทำงานอย่างไรบอกมาให้ละเอียด
ตู้เย็นมีส่วนสำคัญ 5 ส่วนคือ
1. คอมเพรสเซอร์
2.ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์ร้อน มีลักษณะขดไปมาอยู่นอกตู้
3.วาวล์ขยาย
4.ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์เย็น มีลักษณะขดไปมาอยู่ภายในตู้เย็น
5.สารทำความเย็น เป็นของเหลวบรรจุอยู่และไหลเวียนอยู่ภายในตู้
คอมเพรสเซอร์
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์ร้อน มีลักษณะขดไปมาอยู่นอกตู้
วาวล์ขยาย
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์เย็น มีลักษณะขดไปมาอยู่ภายในตู้เย็น
สารทำความเย็น เป็นของเหลวบรรจุอยู่และไหลเวียนอยู่ภายในตู้
ในวงการอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่จะใช้ แอมโมเนีย เป็นสารทำความเย็น แอมโมเนียบริสุทธ์ระเหยที่อุณหภูมิ -32 องศาเซลเซียส
กลไกพื้นฐานการทำงานของตู้เย็นเป็นดังนี้
คอมเพรสเซอร์อัดสารทำความเย็นที่อยู่ในสถานะแก๊ส ทำให้อุหภูมิและความดันเพิ่มขึ้น (สีส้ม) ผ่านไปยังคอยส์ร้อน อยู่ด้านหลังตู้เย็น ความร้อนถูกระบายออก (ตู้เย็นสมัยใหม่ออกแบบให้สวยงามโดยหลบคอยส์ร้อนไว้ จึงมองไม่เห็น)
สารทำความเย็นถูกเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว (สีม่วง) ไหลผ่านไปยังวาวล์ขยาย
เมื่อผ่านวาวล์ขยาย ความดันจะลดลงอย่างรวดเร็ว สารทำความเย็นที่อยู่ในสถานะของเหลว เปลี่ยนเป็นแก๊สในทันที (สีน้ำเงิน)
สารทำความเย็นไหลผ่านเข้าไปในคอยส์เย็น และดูดความร้อนจากภายในตู้ออกมา ต่อจากนั้นผ่านเข้าไปในคอมเพรสเซอร์ และถูกอัด เป็นวัฎจักรเข้าสู่ขั้นตอนที่หนึ่ง
บางท่านที่อ่านแล้วอาจยังไม่เข้าใจ ว่ามันเย็นได้อย่างไร ในหน้าถัดไปเรามาทดลองกันอะไรบางอย่างกัน
2. ส่วนประกอบของเครื่องซักผ้ามีอะไรบ้าง มีลักษณะการทำงานอย่างไรจงอธิบายให้ละเอียด
ส่วนประกอบของเครื่องซักผ้า มีหลักดังนี้
ส่วนประกอบของเครื่องซักผ้า ส่วนประกอบของเครื่องซักผ้าจะแตกต่างกันไปตามประเภท รุ่น และเครื่องหมายการค้าของเครื่องซักผ้า โดยในที่นี้จะขออธิบายส่วนประกอบของเครื่องซักผ้าประเภทกึ่งอัตโนมัติ เนื่องจากสามารถเห็นส่วนประกอบของเครื่องซักผ้าได้ชัดเจนกว่าเครื่องซักผ้าประเภทอื่นๆ
1.ที่ปรับระดับน้ำ ( water level knob ) มีหน้าที่สำหรับตรวจวัดระดับความสูงของน้ำที่อยู่ในถังซัก หากเกินระดับที่ตั้งไว้ก็จะระบายออกทางท่อน้ำทิ้ง บางรุ่นมีระบบการตัดน้ำเข้าเครื่องอัตโนมัติ แต่บางเครื่องไม่มีซึ่งผู้ใช้ต้องสังเกตและปิดน้ำเอง
2.หน้าปด ( panel ) เป็นที่ติดตั้งสวิตช์ควบคุมการทำงานของเครื่องซักผ้า ประกอบด้วยแผงปุ่มปรับวิธีการซัก ปุ่มปรับตั้งเวลาซัก ปุ่มปรับวิธีการปล่อยน้ำ และปุ่มตั้งเวลาในการปั่นแห้ง
3.ที่กรองน้ำล้น ( overflow filter ) จะทำหน้าที่กรองสิ่งสกปรกหรือเศษผงต่างๆที่อยู่ในเครื่องซักผ้า เมื่อถังซักหมุนจะทำให้น้ำล้นสูงเกินกว่าระดับที่กรองน้ำล้น ทำให้สิ่งสกปรกหรือเศษผงมาติดที่ตะแกรงหรือที่กรองน้ำทิ้ง ( drain filter )
4.ฝาปิดถังซัก ( washer lid ) เป็นชิ้นส่วนของเครื่องซักผ้าที่สามารถถอดออกได้ ทำหน้าที่ปิดถังซัก เพื่อป้องกันน้ำในถังซักและป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการซักผ้า
5.ใบพัดหมุนซัก ( pulsator ) ทำหน้าที่ปั่นผ้าให้หมุนไปมาในถังซัก เพื่อให้เกิดแรงเหวี่ยงระหว่างน้ำ เสื้อผ้า และผงซักฟอก จนทำให้สิ่งสกปรกหลุดออกจากผ้า
6.ถังซัก ( spin washer ) สำหรับใส่ผ้าที่ต้องการซัก ภายในจะประกอบด้วยใบพัด ที่ปรับระดับน้ำ และที่กรองน้ำล้น
7.ตัวถัง ( cabinet ) มักทำจากเหล็กเคลือบสารกันสนิมและฉนวนป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร
8.ฝาปิดถังปั่นแห้ง ( spin dryer lid ) เนื่องจากเวลาใช้งานถังปั่นแห้งจะหมุนด้วยความเร็ว ฝาปิดถังปั่นแห้งจึงมี 2 ชั้น แบ่งเป็นฝาชั้นในและฝาชั้นนอก ฝาชั้นในจะทำหน้าที่ปิดไม่ให้ผ้ากระเด็นออกจากถังปั่นแห้ง ในขณะที่ฝาชั้นนอกจะทำหน้าที่ป้องกันฝาชั้นในอีกครั้งหนึ่ง
9.ท่อน้ำทิ้ง ( drain hose ) ทำหน้าที่ระบายน้ำออกจากถังซักและถังปั่นแห้ง เมื่อเปิดวาล์วหรือสวิตช์ระบายน้ำออก น้ำจะไหลออกทางท่อน้ำทิ้งนี้
10.ถังปั่นแห้ง ( spin dryer basket ) ทำหน้าที่ปั่นผ้าด้วยความเร็วสูงเพื่อให้น้ำที่อยู่ในผ้าหลุดออกจนทำให้ผ้าแห้ง ด้านข้างของถังปั่นจะเป็นรูโดยรอบเพื่อให้น้ำหลุดกระเด็นไปรวมกันภายนอกถังปั่นแห้ง
11.ฝาสำหรับการซักด้วยมือ ( hand washing corner ) ไว้สำหรับอำนวยความสะดวกเมื่อผู้ใช้ต้องการขยี้หรือซักผ้าในจุดที่สกปรก ก่อนนำไปซักด้วยเครื่องซักผ้าตามปกติ
12.มอเตอร์ ( motor ) อยู่ด้านในของเครื่องซักผ้า เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดของเครื่องซักผ้า เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ทำให้ถังซักละถังปั่นแห้งหมุนตามความต้องการของผู้ใช้ ความเร็วของมอเตอร์ที่ใช้งานจะขึ้นอยู่กับประเภทของเครื่องซักผ้า โดยเครื่องซักผ้าแบบถังตั้งจะต้องใช้มอเตอร์ที่มีแรงขับในการหมุนมากกว่าเครื่องซักผ้าแบบถังนอน
นาย นิรันดร์ ตาสี
1. ส่วนประกอบของตู้เย็นมีอะไรบ้าง มีลักษณะการทำงานอย่างไรบอกมาให้ละเอียด
ตู้เย็นมีส่วนสำคัญ 5 ส่วนคือ
1. คอมเพรสเซอร์
2.ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์ร้อน มีลักษณะขดไปมาอยู่นอกตู้
3.วาวล์ขยาย
4.ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์เย็น มีลักษณะขดไปมาอยู่ภายในตู้เย็น
5.สารทำความเย็น เป็นของเหลวบรรจุอยู่และไหลเวียนอยู่ภายในตู้
คอมเพรสเซอร์
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์ร้อน มีลักษณะขดไปมาอยู่นอกตู้
วาวล์ขยาย
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์เย็น มีลักษณะขดไปมาอยู่ภายในตู้เย็น
สารทำความเย็น เป็นของเหลวบรรจุอยู่และไหลเวียนอยู่ภายในตู้
ในวงการอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่จะใช้ แอมโมเนีย เป็นสารทำความเย็น แอมโมเนียบริสุทธ์ระเหยที่อุณหภูมิ -32 องศาเซลเซียส
กลไกพื้นฐานการทำงานของตู้เย็นเป็นดังนี้
คอมเพรสเซอร์อัดสารทำความเย็นที่อยู่ในสถานะแก๊ส ทำให้อุหภูมิและความดันเพิ่มขึ้น (สีส้ม) ผ่านไปยังคอยส์ร้อน อยู่ด้านหลังตู้เย็น ความร้อนถูกระบายออก (ตู้เย็นสมัยใหม่ออกแบบให้สวยงามโดยหลบคอยส์ร้อนไว้ จึงมองไม่เห็น)
สารทำความเย็นถูกเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว (สีม่วง) ไหลผ่านไปยังวาวล์ขยาย
เมื่อผ่านวาวล์ขยาย ความดันจะลดลงอย่างรวดเร็ว สารทำความเย็นที่อยู่ในสถานะของเหลว เปลี่ยนเป็นแก๊สในทันที (สีน้ำเงิน)
สารทำความเย็นไหลผ่านเข้าไปในคอยส์เย็น และดูดความร้อนจากภายในตู้ออกมา ต่อจากนั้นผ่านเข้าไปในคอมเพรสเซอร์ และถูกอัด เป็นวัฎจักรเข้าสู่ขั้นตอนที่หนึ่ง
บางท่านที่อ่านแล้วอาจยังไม่เข้าใจ ว่ามันเย็นได้อย่างไร ในหน้าถัดไปเรามาทดลองกันอะไรบางอย่างกัน
2. ส่วนประกอบของเครื่องซักผ้ามีอะไรบ้าง มีลักษณะการทำงานอย่างไรจงอธิบายให้ละเอียด
ส่วนประกอบของเครื่องซักผ้า มีหลักดังนี้
ส่วนประกอบของเครื่องซักผ้า ส่วนประกอบของเครื่องซักผ้าจะแตกต่างกันไปตามประเภท รุ่น และเครื่องหมายการค้าของเครื่องซักผ้า โดยในที่นี้จะขออธิบายส่วนประกอบของเครื่องซักผ้าประเภทกึ่งอัตโนมัติ เนื่องจากสามารถเห็นส่วนประกอบของเครื่องซักผ้าได้ชัดเจนกว่าเครื่องซักผ้าประเภทอื่นๆ
1.ที่ปรับระดับน้ำ ( water level knob ) มีหน้าที่สำหรับตรวจวัดระดับความสูงของน้ำที่อยู่ในถังซัก หากเกินระดับที่ตั้งไว้ก็จะระบายออกทางท่อน้ำทิ้ง บางรุ่นมีระบบการตัดน้ำเข้าเครื่องอัตโนมัติ แต่บางเครื่องไม่มีซึ่งผู้ใช้ต้องสังเกตและปิดน้ำเอง
2.หน้าปด ( panel ) เป็นที่ติดตั้งสวิตช์ควบคุมการทำงานของเครื่องซักผ้า ประกอบด้วยแผงปุ่มปรับวิธีการซัก ปุ่มปรับตั้งเวลาซัก ปุ่มปรับวิธีการปล่อยน้ำ และปุ่มตั้งเวลาในการปั่นแห้ง
3.ที่กรองน้ำล้น ( overflow filter ) จะทำหน้าที่กรองสิ่งสกปรกหรือเศษผงต่างๆที่อยู่ในเครื่องซักผ้า เมื่อถังซักหมุนจะทำให้น้ำล้นสูงเกินกว่าระดับที่กรองน้ำล้น ทำให้สิ่งสกปรกหรือเศษผงมาติดที่ตะแกรงหรือที่กรองน้ำทิ้ง ( drain filter )
4.ฝาปิดถังซัก ( washer lid ) เป็นชิ้นส่วนของเครื่องซักผ้าที่สามารถถอดออกได้ ทำหน้าที่ปิดถังซัก เพื่อป้องกันน้ำในถังซักและป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการซักผ้า
5.ใบพัดหมุนซัก ( pulsator ) ทำหน้าที่ปั่นผ้าให้หมุนไปมาในถังซัก เพื่อให้เกิดแรงเหวี่ยงระหว่างน้ำ เสื้อผ้า และผงซักฟอก จนทำให้สิ่งสกปรกหลุดออกจากผ้า
6.ถังซัก ( spin washer ) สำหรับใส่ผ้าที่ต้องการซัก ภายในจะประกอบด้วยใบพัด ที่ปรับระดับน้ำ และที่กรองน้ำล้น
7.ตัวถัง ( cabinet ) มักทำจากเหล็กเคลือบสารกันสนิมและฉนวนป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร
8.ฝาปิดถังปั่นแห้ง ( spin dryer lid ) เนื่องจากเวลาใช้งานถังปั่นแห้งจะหมุนด้วยความเร็ว ฝาปิดถังปั่นแห้งจึงมี 2 ชั้น แบ่งเป็นฝาชั้นในและฝาชั้นนอก ฝาชั้นในจะทำหน้าที่ปิดไม่ให้ผ้ากระเด็นออกจากถังปั่นแห้ง ในขณะที่ฝาชั้นนอกจะทำหน้าที่ป้องกันฝาชั้นในอีกครั้งหนึ่ง
9.ท่อน้ำทิ้ง ( drain hose ) ทำหน้าที่ระบายน้ำออกจากถังซักและถังปั่นแห้ง เมื่อเปิดวาล์วหรือสวิตช์ระบายน้ำออก น้ำจะไหลออกทางท่อน้ำทิ้งนี้
10.ถังปั่นแห้ง ( spin dryer basket ) ทำหน้าที่ปั่นผ้าด้วยความเร็วสูงเพื่อให้น้ำที่อยู่ในผ้าหลุดออกจนทำให้ผ้าแห้ง ด้านข้างของถังปั่นจะเป็นรูโดยรอบเพื่อให้น้ำหลุดกระเด็นไปรวมกันภายนอกถังปั่นแห้ง
11.ฝาสำหรับการซักด้วยมือ ( hand washing corner ) ไว้สำหรับอำนวยความสะดวกเมื่อผู้ใช้ต้องการขยี้หรือซักผ้าในจุดที่สกปรก ก่อนนำไปซักด้วยเครื่องซักผ้าตามปกติ
12.มอเตอร์ ( motor ) อยู่ด้านในของเครื่องซักผ้า เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดของเครื่องซักผ้า เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ทำให้ถังซักละถังปั่นแห้งหมุนตามความต้องการของผู้ใช้ ความเร็วของมอเตอร์ที่ใช้งานจะขึ้นอยู่กับประเภทของเครื่องซักผ้า โดยเครื่องซักผ้าแบบถังตั้งจะต้องใช้มอเตอร์ที่มีแรงขับในการหมุนมากกว่าเครื่องซักผ้าแบบถังนอน
นายปรุงศักดิ์ จันทร์ดุ้ง
1 ส่วนประกอบของตุ้เย้น
1.ตัวตู้เย็น ทำด้วยเหล็กและอัดฉีดโฟมอยู่ด้านใน มีหลายประเภท หลายขนาด แล้วแต่ความต้องการใช้งานของผู้ใช้ ตู้เย็นประเภทมีประตูเดี่ยวจะประหยัดพลังงานมากกว่าตู้เย็นประเภทหลายประตู ขนาดของตู้เย็นจะเรียกเป็นลูกบาศก์เดซิเมตร ( ลบ.ดม.) หรือ คิว เช่น ตู้เย็นขนาด 113 ลูกบาศก์เดซิเมตร ( 4 คิว ) เป็นต้น
2.แผงเย็น ( Evaporator ) มีลักษณะเป็นแผงอยู่ภายในตู้เย็นมีหน้าที่กระจายความเย็นให้แก่ตู้เย็น
3.แผงร้อน ( Condenser ) มีหน้าที่ระบายความร้อนให้แก่น้ำยาทำความเย็นเพื่อให้น้ำยาทำความเย็นที่อยู่ในสภาพที่เป็นไอเย็นความแน่นกลับกลายเป็นของเหลวอีกครั้งหนึ่ง จะอยู่ด้านหลังหรือด้านใต้ตู้เย็น
4.มอเตอร์คอมเพรสเตอร์ ( Motor Compressor ) มักเรียกสั้นๆว่า คอมเพรสเตอร์ ทำหน้าที่อัดและดูดน้ำยาทำความเย็นให้หมุนเวียนภายในตู้เย็น เมื่อตู้เย็นทำงานถึงเวลาหรือความเย็นที่ตั้งไว้คอมเพรสเตอร์ นี้จะหยุดทำงานชั่วคราวเพื่อประหยัดพลังงานไฟฟ้า และเมื่ออุณหภูมิภายในตู้เย็นสูงขึ้นก็จะเริ่มทำงานใหม่ เพื่อให้อุณหภูมิอยู่ในระดับที่ตั้งไว้
5.ฉนวนกันความร้อน จะอยู่ภายในตัวตู้เย็น มักจะเป็นโฟมฉีดอัดอยู่ระห่างแผ่นเหล็ก ใช้สำหรับควบคุมไม่ให้อากาศร้อนภายนอกตู้เย็นเข้าไปยังตู้เย็น และรักษาอุณหภูมิภายในตู้เย็นให้อยู่ในระดับที่ต้องการ ฉนวนกันความร้อนควรอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ไม่ชำรุด รั่ว หรือเป็นรู เพราะจะทำให้คอมเพรสเตอร์ ทำงานหนักส่งผลให้ตู้เย็นเสียได้ในที่สุด
2. ส่วนประกอบของเครื่องซักผ้า
ส่วนประกอบของเครื่องซักผ้า
1.ที่ปรับระดับน้ำ ( water level knob ) มีหน้าที่สำหรับตรวจวัดระดับความสูงของน้ำที่อยู่ในถังซัก หากเกินระดับที่ตั้งไว้ก็จะระบายออกทางท่อน้ำทิ้ง บางรุ่นมีระบบการตัดน้ำเข้าเครื่องอัตโนมัติ แต่บางเครื่องไม่มีซึ่งผู้ใช้ต้องสังเกตและปิดน้ำเอง
2.หน้าปัด ( panel )เป็นที่ติดตั้งสวิตช์ควบคุมการทำงานของเครื่องซักผ้า ประกอบด้วยแผงปุ่มปรับวิธีการซัก ปุ่มปรับตั้งเวลาซัก ปุ่มปรับวิธีการปล่อยน้ำ และปุ่มตั้งเวลาในการปั่นแห้ง
3.ที่กรองน้ำล้น ( overflow filter ) จะทำหน้าที่กรองสิ่งสกปรกหรือเศษผงต่างๆที่อยู่ในเครื่องซักผ้า เมื่อถังซักหมุนจะทำให้น้ำล้นสูงเกินกว่าระดับที่กรองน้ำล้น ทำให้สิ่งสกปรกหรือเศษผงมาติดที่ตะแกรงหรือที่กรองน้ำทิ้ง ( drain filter )
4.ฝาปิดถังซัก ( washer lid ) เป็นชิ้นส่วนของเครื่องซักผ้าที่สามารถถอดออกได้ ทำหน้าที่ปิดถังซัก เพื่อป้องกันน้ำในถังซักและป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการซักผ้า
5.ใบพัดหมุนซัก ( pulsator ) ทำหน้าที่ปั่นผ้าให้หมุนไปมาในถังซัก เพื่อให้เกิดแรงเหวี่ยงระหว่างน้ำ เสื้อผ้า และผงซักฟอก จนทำให้สิ่งสกปรกหลุดออกจากผ้า
6.ถังซัก ( spin washer ) สำหรับใส่ผ้าที่ต้องการซัก ภายในจะประกอบด้วยใบพัด ที่ปรับระดับน้ำ และที่กรองน้ำล้น
7.ตัวถัง ( cabinet ) มักทำจากเหล็กเคลือบสารกันสนิมและฉนวนป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร
8.ฝาปิดถังปั่นแห้ง ( spin dryer lid ) เนื่องจากเวลาใช้งานถังปั่นแห้งจะหมุนด้วยความเร็ว ฝาปิดถังปั่นแห้งจึงมี 2 ชั้น แบ่งเป็นฝาชั้นในและฝาชั้นนอก ฝาชั้นในจะทำหน้าที่ปิดไม่ให้ผ้ากระเด็นออกจากถังปั่นแห้ง ในขณะที่ฝาชั้นนอกจะทำหน้าที่ป้องกันฝาชั้นในอีกครั้งหนึ่ง
9.ท่อน้ำทิ้ง ( drain hose ) ทำหน้าที่ระบายน้ำออกจากถังซักและถังปั่นแห้ง เมื่อเปิดวาล์วหรือสวิตช์ระบายน้ำออก น้ำจะไหลออกทางท่อน้ำทิ้งนี้
10.ถังปั่นแห้ง ( spin dryer basket ) ทำหน้าที่ปั่นผ้าด้วยความเร็วสูงเพื่อให้น้ำที่อยู่ในผ้าหลุดออกจนทำให้ผ้าแห้ง ด้านข้างของถังปั่นจะเป็นรูโดยรอบเพื่อให้น้ำหลุดกระเด็นไปรวมกันภายนอกถังปั่นแห้ง
11.ฝาสำหรับการซักด้วยมือ ( hand washing corner ) ไว้สำหรับอำนวยความสะดวกเมื่อผู้ใช้ต้องการขยี้หรือซักผ้าในจุดที่สกปรก ก่อนนำไปซักด้วยเครื่องซักผ้าตามปกติ
12.มอเตอร์ ( motor ) อยู่ด้านในของเครื่องซักผ้า เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดของเครื่องซักผ้า เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ทำให้ถังซักละถังปั่นแห้งหมุนตามความต้องการของผู้ใช้ ความเร็วของมอเตอร์ที่ใช้งานจะขึ้นอยู่กับประเภทของเครื่องซักผ้า โดยเครื่องซักผ้าแบบถังตั้งจะต้องใช้มอเตอร์ที่มีแรงขับในการหมุนมากกว่าเครื่องซักผ้าแบบถังนอน
น.ส.สุจิตตรา จันดา ม.5
ส่วนประกอบของตู้เย็นมีส่วนสำคัญ 5 ส่วนคือ
1. คอมเพรสเซอร์ (Compressor)
2.ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์ร้อน มีลักษณะขดไปมาอยู่นอกตู้
3.วาวล์ขยาย (Expansion vavle)
4.ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์เย็น มีลักษณะขดไปมาอยู่ภายในตู้เย็น
5.สารทำความเย็น เป็นของเหลวบรรจุอยู่และไหลเวียนอยู่ภายในตู้
คอมเพรสเซอร์อัดสารทำความเย็นที่อยู่ในสถานะแก๊ส ทำให้อุหภูมิและความดันเพิ่มขึ้น (สีส้ม) ผ่านไปยังคอยส์ร้อน อยู่ด้านหลังตู้เย็น ความร้อนถูกระบายออก (ตู้เย็นสมัยใหม่ออกแบบให้สวยงามโดยหลบคอยส์ร้อนไว้ จึงมองไม่เห็น)
สารทำความเย็นถูกเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว (สีม่วง) ไหลผ่านไปยังวาวล์ขยาย ( Epansion vavle)
เมื่อผ่านวาวล์ขยาย ความดันจะลดลงอย่างรวดเร็ว สารทำความเย็นที่อยู่ในสถานะของเหลว เปลี่ยนเป็นแก๊สในทันที (สีน้ำเงิน)
สารทำความเย็นไหลผ่านเข้าไปในคอยส์เย็น และดูดความร้อนจากภายในตู้ออกมา ต่อจากนั้นผ่านเข้าไปในคอมเพรสเซอร์ และถูกอัด เป็นวัฎจักรเข้าสู่ขั้นตอนที่หนึ่ง
บางท่านที่อ่านแล้วอาจยังไม่เข้าใจ ว่ามันเย็นได้อย่างไร ในหน้าถัดไปเรามาทดลองกันอะไรบางอย่างกันครับ
หลักการทำงานของเครื่อง
เมื่อลูกค้า ใส่ผ้าและหยอดเหรียญแล้ว ให้กด เบอร์โทร ของลูกค้า หรือ เบอร์ที่ต้องการให้โทรกลับ
หลังจากนั้น ไม่ต้องทำอะไร เมื่อเครื่องซักผ้าทำงานเสร็จ จะ โทรแจ้งเจ้าของ เตือนว่าซักผ้าเสร็จแล้ว
โทรแจ้งนี้ไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม เพียงเสียบปลั๊กทิ้งไว้ ใช้ไฟเพียง 5 v เท่านั้น ตัวเครื่องขนาดกระกะทัดรัด
ผลงานสิ่งประดิษฐ์ ของ
ตรวจแล้วจ้า............ส่งหลังนี้ไม่รับตรวจ
น.ส พัชรีรัตน์ เพสา ม.5
1. คอมเพรสเซอร์ (Compressor)
2.ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์ร้อน มีลักษณะขดไปมาอยู่นอกตู้
3.วาวล์ขยาย (Expansion vavle)
4.ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์เย็น มีลักษณะขดไปมาอยู่ภายในตู้เย็น
5.สารทำความเย็น เป็นของเหลวบรรจุอยู่และไหลเวียนอยู่ภายในตู้
คอมเพรสเซอร์ (Compressor)
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์ร้อน มีลักษณะขดไปมาอยู่นอกตู้
วาวล์ขยาย (Expansion vavle)
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์เย็น มีลักษณะขดไปมาอยู่ภายในตู้เย็น
สารทำความเย็น เป็นของเหลวบรรจุอยู่และไหลเวียนอยู่ภายในตู้
ในวงการอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่จะใช้ แอมโมเนีย (Ammonia) เป็นสารทำความเย็น แอมโมเนียบริสุทธ์ระเหยที่อุณหภูมิ -32 องศาเซลเซียส
กลไกพื้นฐานการทำงานของตู้เย็นเป็นดังนี้
คอมเพรสเซอร์อัดสารทำความเย็นที่อยู่ในสถานะแก๊ส ทำให้อุหภูมิและความดันเพิ่มขึ้น (สีส้ม) ผ่านไปยังคอยส์ร้อน อยู่ด้านหลังตู้เย็น ความร้อนถูกระบายออก (ตู้เย็นสมัยใหม่ออกแบบให้สวยงามโดยหลบคอยส์ร้อนไว้ จึงมองไม่เห็น)
สารทำความเย็นถูกเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว (สีม่วง) ไหลผ่านไปยังวาวล์ขยาย ( Epansion vavle)
เมื่อผ่านวาวล์ขยาย ความดันจะลดลงอย่างรวดเร็ว สารทำความเย็นที่อยู่ในสถานะของเหลว เปลี่ยนเป็นแก๊สในทันที (สีน้ำเงิน)
สารทำความเย็นไหลผ่านเข้าไปในคอยส์เย็น และดูดความร้อนจากภายในตู้ออกมา ต่อจากนั้นผ่านเข้าไปในคอมเพรสเซอร์ และถูกอัด เป็นวัฎจักรเข้าสู่ขั้นตอนที่หนึ่ง
บางท่านที่อ่านแล้วอาจยังไม่เข้าใจ ว่ามันเย็นได้อย่างไร ในหน้าถัดไปเรามาทดลองกันอะไรบางอย่างกัน
ลี
นาย ธงทิพย์ อิศรวงษ์
ตู้เย็นมีส่วนสำคัญ 5 ส่วนคือ
1. คอมเพรสเซอร์ (Compressor)
2.ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์ร้อน มีลักษณะขดไปมาอยู่นอกตู้
3.วาวล์ขยาย (Expansion vavle)
4.ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์เย็น มีลักษณะขดไปมาอยู่ภายในตู้เย็น
5.สารทำความเย็น เป็นของเหลวบรรจุอยู่และไหลเวียนอยู่ภายในตู้
คอมเพรสเซอร์ (Compressor)
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์ร้อน มีลักษณะขดไปมาอยู่นอกตู้
วาวล์ขยาย (Expansion vavle)
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์เย็น มีลักษณะขดไปมาอยู่ภายในตู้เย็น
สารทำความเย็น เป็นของเหลวบรรจุอยู่และไหลเวียนอยู่ภายในตู้
ในวงการอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่จะใช้ แอมโมเนีย (Ammonia) เป็นสารทำความเย็น แอมโมเนียบริสุทธ์ระเหยที่อุณหภูมิ -32 องศาเซลเซียส
กลไกพื้นฐานการทำงานของตู้เย็นเป็นดังนี้
คอมเพรสเซอร์อัดสารทำความเย็นที่อยู่ในสถานะแก๊ส ทำให้อุหภูมิและความดันเพิ่มขึ้น (สีส้ม) ผ่านไปยังคอยส์ร้อน อยู่ด้านหลังตู้เย็น ความร้อนถูกระบายออก (ตู้เย็นสมัยใหม่ออกแบบให้สวยงามโดยหลบคอยส์ร้อนไว้ จึงมองไม่เห็น)
สารทำความเย็นถูกเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว (สีม่วง) ไหลผ่านไปยังวาวล์ขยาย ( Epansion vavle)
เมื่อผ่านวาวล์ขยาย ความดันจะลดลงอย่างรวดเร็ว สารทำความเย็นที่อยู่ในสถานะของเหลว เปลี่ยนเป็นแก๊สในทันที (สีน้ำเงิน)
สารทำความเย็นไหลผ่านเข้าไปในคอยส์เย็น และดูดความร้อนจากภายในตู้ออกมา ต่อจากนั้นผ่านเข้าไปในคอมเพรสเซอร์ และถูกอัด เป็นวัฎจักรเข้าสู่ขั้นตอนที่หนึ่ง
บางท่านที่อ่านแล้วอาจยังไม่เข้าใจ ว่ามันเย็นได้อย่างไร ในหน้าถัดไปเรามาทดลองกันอะไรบางอย่างกัน
นาย ประติสันต์ รักษาบุญ ม.5
1. คอมเพรสเซอร์ (Compressor)
2.ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์ร้อน มีลักษณะขดไปมาอยู่นอกตู้
3.วาวล์ขยาย (Expansion vavle)
4.ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์เย็น มีลักษณะขดไปมาอยู่ภายในตู้เย็น
5.สารทำความเย็น เป็นของเหลวบรรจุอยู่และไหลเวียนอยู่ภายในตู้
คอมเพรสเซอร์อัดสารทำความเย็นที่อยู่ในสถานะแก๊ส ทำให้อุหภูมิและความดันเพิ่มขึ้น (สีส้ม) ผ่านไปยังคอยส์ร้อน อยู่ด้านหลังตู้เย็น ความร้อนถูกระบายออก (ตู้เย็นสมัยใหม่ออกแบบให้สวยงามโดยหลบคอยส์ร้อนไว้ จึงมองไม่เห็น)
สารทำความเย็นถูกเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว (สีม่วง) ไหลผ่านไปยังวาวล์ขยาย ( Epansion vavle)
เมื่อผ่านวาวล์ขยาย ความดันจะลดลงอย่างรวดเร็ว สารทำความเย็นที่อยู่ในสถานะของเหลว เปลี่ยนเป็นแก๊สในทันที (สีน้ำเงิน)
สารทำความเย็นไหลผ่านเข้าไปในคอยส์เย็น และดูดความร้อนจากภายในตู้ออกมา ต่อจากนั้นผ่านเข้าไปในคอมเพรสเซอร์ และถูกอัด เป็นวัฎจักรเข้าสู่ขั้นตอนที่หนึ่ง
บางท่านที่อ่านแล้วอาจยังไม่เข้าใจ ว่ามันเย็นได้อย่างไร ในหน้าถัดไปเรามาทดลองกันอะไรบางอย่างกันครับ
หลักการทำงานของเครื่อง
เมื่อลูกค้า ใส่ผ้าและหยอดเหรียญแล้ว ให้กด เบอร์โทร ของลูกค้า หรือ เบอร์ที่ต้องการให้โทรกลับ
หลังจากนั้น ไม่ต้องทำอะไร เมื่อเครื่องซักผ้าทำงานเสร็จ จะ โทรแจ้งเจ้าของ เตือนว่าซักผ้าเสร็จแล้ว
โทรแจ้งนี้ไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม เพียงเสียบปลั๊กทิ้งไว้ ใช้ไฟเพียง 5 v เท่านั้น ตัวเครื่องขนาดกระกะทัดรัด
ผลงานสิ่งประดิษฐ์ ของ
น.ส.มะลิวรรณ์ ลุนสำโรง ม.5
1.. ส่วนประกอบของตู้เย็นมี
คอมเพรสเซอร์ (Compressor)
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์ร้อน มีลักษณะขดไปมาอยู่นอกตู้
วาวล์ขยาย (Expansion vavle)
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์เย็น มีลักษณะขดไปมาอยู่ภายในตู้เย็น
สารทำความเย็น เป็นของเหลวบรรจุอยู่และไหลเวียน
2.ส่วนประกอบของเครื่องซักผ้ามี
.ที่ปรับระดับน้ำ ( water level knob ) มีหน้าที่สำหรับตรวจวัดระดับความสูงของน้ำที่อยู่ในถังซัก หากเกินระดับที่ตั้งไว้ก็จะระบายออกทางท่อน้ำทิ้ง บางรุ่นมีระบบการตัดน้ำเข้าเครื่องอัตโนมัติ แต่บางเครื่องไม่มีซึ่งผู้ใช้ต้องสังเกตและปิดน้ำเอง
2.หน้าปด ( panel ) เป็นที่ติดตั้งสวิตช์ควบคุมการทำงานของเครื่องซักผ้า ประกอบด้วยแผงปุ่มปรับวิธีการซัก ปุ่มปรับตั้งเวลาซัก ปุ่มปรับวิธีการปล่อยน้ำ และปุ่มตั้งเวลาในการปั่นแห้ง
3.ที่กรองน้ำล้น ( overflow filter ) จะทำหน้าที่กรองสิ่งสกปรกหรือเศษผงต่างๆที่อยู่ในเครื่องซักผ้า เมื่อถังซักหมุนจะทำให้น้ำล้นสูงเกินกว่าระดับที่กรองน้ำล้น ทำให้สิ่งสกปรกหรือเศษผงมาติดที่ตะแกรงหรือที่กรองน้ำทิ้ง ( drain filter )
4.ฝาปิดถังซัก ( washer lid ) เป็นชิ้นส่วนของเครื่องซักผ้าที่สามารถถอดออกได้ ทำหน้าที่ปิดถังซัก เพื่อป้องกันน้ำในถังซักและป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการซักผ้า
5.ใบพัดหมุนซัก ( pulsator ) ทำหน้าที่ปั่นผ้าให้หมุนไปมาในถังซัก เพื่อให้เกิดแรงเหวี่ยงระหว่างน้ำ เสื้อผ้า และผงซักฟอก จนทำให้สิ่งสกปรกหลุดออกจากผ้า
6.ถังซัก ( spin washer ) สำหรับใส่ผ้าที่ต้องการซัก ภายในจะประกอบด้วยใบพัด ที่ปรับระดับน้ำ และที่กรองน้ำล้น
7.ตัวถัง ( cabinet ) มักทำจากเหล็กเคลือบสารกันสนิมและฉนวนป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร
8.ฝาปิดถังปั่นแห้ง ( spin dryer lid ) เนื่องจากเวลาใช้งานถังปั่นแห้งจะหมุนด้วยความเร็ว ฝาปิดถังปั่นแห้งจึงมี 2 ชั้น แบ่งเป็นฝาชั้นในและฝาชั้นนอก ฝาชั้นในจะทำหน้าที่ปิดไม่ให้ผ้ากระเด็นออกจากถังปั่นแห้ง ในขณะที่ฝาชั้นนอกจะทำหน้าที่ป้องกันฝาชั้นในอีกครั้งหนึ่ง
9.ท่อน้ำทิ้ง ( drain hose ) ทำหน้าที่ระบายน้ำออกจากถังซักและถังปั่นแห้ง เมื่อเปิดวาล์วหรือสวิตช์ระบายน้ำออก น้ำจะไหลออกทางท่อน้ำทิ้งนี้
10.ถังปั่นแห้ง ( spin dryer basket ) ทำหน้าที่ปั่นผ้าด้วยความเร็วสูงเพื่อให้น้ำที่อยู่ในผ้าหลุดออกจนทำให้ผ้าแห้ง ด้านข้างของถังปั่นจะเป็นรูโดยรอบเพื่อให้น้ำหลุดกระเด็นไปรวมกันภายนอกถังปั่นแห้ง
11.ฝาสำหรับการซักด้วยมือ ( hand washing corner ) ไว้สำหรับอำนวยความสะดวกเมื่อผู้ใช้ต้องการขยี้หรือซักผ้าในจุดที่สกปรก ก่อนนำไปซักด้วยเครื่องซักผ้าตามปกติ
12.มอเตอร์ ( motor ) อยู่ด้านในของเครื่องซักผ้า เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดของเครื่องซักผ้า เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ทำให้ถังซักละถังปั่นแห้งหมุนตามความต้องการของผู้ใช้ ความเร็วของมอเตอร์ที่ใช้งานจะขึ้นอยู่กับประเภทของเครื่องซักผ้า โดยเครื่องซักผ้าแบบถังตั้งจะต้องใช้มอเตอร์ที่มีแรงขับในการหมุนมากกว่าเครื่องซักผ้าแบบถังนอน
น.ส สุภาวรรณ วงค์เดือน
ตู้เย็นมีส่วนสำคัญ 5 ส่วนคือ
1. คอมเพรสเซอร์ (Compressor)
2.ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์ร้อน มีลักษณะขดไปมาอยู่นอกตู้
3.วาวล์ขยาย (Expansion vavle)
4.ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์เย็น มีลักษณะขดไปมาอยู่ภายในตู้เย็น
5.สารทำความเย็น เป็นของเหลวบรรจุอยู่และไหลเวียนอยู่ภายในตู้
คอมเพรสเซอร์ (Compressor)
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์ร้อน มีลักษณะขดไปมาอยู่นอกตู้
วาวล์ขยาย (Expansion vavle)
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์เย็น มีลักษณะขดไปมาอยู่ภายในตู้เย็น
สารทำความเย็น เป็นของเหลวบรรจุอยู่และไหลเวียนอยู่ภายในตู้
ในวงการอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่จะใช้ แอมโมเนีย (Ammonia) เป็นสารทำความเย็น แอมโมเนียบริสุทธ์ระเหยที่อุณหภูมิ -32 องศาเซลเซียส
กลไกพื้นฐานการทำงานของตู้เย็นเป็นดังนี้
คอมเพรสเซอร์อัดสารทำความเย็นที่อยู่ในสถานะแก๊ส ทำให้อุหภูมิและความดันเพิ่มขึ้น (สีส้ม) ผ่านไปยังคอยส์ร้อน อยู่ด้านหลังตู้เย็น ความร้อนถูกระบายออก (ตู้เย็นสมัยใหม่ออกแบบให้สวยงามโดยหลบคอยส์ร้อนไว้ จึงมองไม่เห็น)
สารทำความเย็นถูกเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว (สีม่วง) ไหลผ่านไปยังวาวล์ขยาย ( Epansion vavle)
เมื่อผ่านวาวล์ขยาย ความดันจะลดลงอย่างรวดเร็ว สารทำความเย็นที่อยู่ในสถานะของเหลว เปลี่ยนเป็นแก๊สในทันที (สีน้ำเงิน)
สารทำความเย็นไหลผ่านเข้าไปในคอยส์เย็น และดูดความร้อนจากภายในตู้ออกมา ต่อจากนั้นผ่านเข้าไปในคอมเพรสเซอร์ และถูกอัด เป็นวัฎจักรเข้าสู่ขั้นตอนที่หนึ่ง
บางท่านที่อ่านแล้วอาจยังไม่เข้าใจ ว่ามันเย็นได้อย่างไร ในหน้าถัดไปเรามาทดลองกันอะไรบางอย่างกัน
นาย พุทธินันท์ บุญมี ม.5
1. คอมเพรสเซอร์ (Compressor)
2.ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์ร้อน มีลักษณะขดไปมาอยู่นอกตู้
3.วาวล์ขยาย (Expansion vavle)
4.ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์เย็น มีลักษณะขดไปมาอยู่ภายในตู้เย็น
5.สารทำความเย็น เป็นของเหลวบรรจุอยู่และไหลเวียนอยู่ภายในตู้
คอมเพรสเซอร์ (Compressor)
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์ร้อน มีลักษณะขดไปมาอยู่นอกตู้
วาวล์ขยาย (Expansion vavle)
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์เย็น มีลักษณะขดไปมาอยู่ภายในตู้เย็น
สารทำความเย็น เป็นของเหลวบรรจุอยู่และไหลเวียนอยู่ภายในตู้
ในวงการอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่จะใช้ แอมโมเนีย (Ammonia) เป็นสารทำความเย็น แอมโมเนียบริสุทธ์ระเหยที่อุณหภูมิ -32 องศาเซลเซียส
กลไกพื้นฐานการทำงานของตู้เย็นเป็นดังนี้
คอมเพรสเซอร์อัดสารทำความเย็นที่อยู่ในสถานะแก๊ส ทำให้อุหภูมิและความดันเพิ่มขึ้น (สีส้ม) ผ่านไปยังคอยส์ร้อน อยู่ด้านหลังตู้เย็น ความร้อนถูกระบายออก (ตู้เย็นสมัยใหม่ออกแบบให้สวยงามโดยหลบคอยส์ร้อนไว้ จึงมองไม่เห็น)
สารทำความเย็นถูกเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว (สีม่วง) ไหลผ่านไปยังวาวล์ขยาย ( Epansion vavle)
เมื่อผ่านวาวล์ขยาย ความดันจะลดลงอย่างรวดเร็ว สารทำความเย็นที่อยู่ในสถานะของเหลว เปลี่ยนเป็นแก๊สในทันที (สีน้ำเงิน)
สารทำความเย็นไหลผ่านเข้าไปในคอยส์เย็น และดูดความร้อนจากภายในตู้ออกมา ต่อจากนั้นผ่านเข้าไปในคอมเพรสเซอร์ และถูกอัด เป็นวัฎจักรเข้าสู่ขั้นตอนที่หนึ่ง
บางท่านที่อ่านแล้วอาจยังไม่เข้าใจ ว่ามันเย็นได้อย่างไร ในหน้าถัดไปเรามาทดลองกันอะไรบางอย่างกัน
น.ส อุไรวรรณ จันทร์แก้ว
ตู้เย็นมีส่วนสำคัญ 5 ส่วนคือ
1. คอมเพรสเซอร์ (Compressor)
2.ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์ร้อน มีลักษณะขดไปมาอยู่นอกตู้
3.วาวล์ขยาย (Expansion vavle)
4.ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์เย็น มีลักษณะขดไปมาอยู่ภายในตู้เย็น
5.สารทำความเย็น เป็นของเหลวบรรจุอยู่และไหลเวียนอยู่ภายในตู้
คอมเพรสเซอร์ (Compressor)
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์ร้อน มีลักษณะขดไปมาอยู่นอกตู้
วาวล์ขยาย (Expansion vavle)
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์เย็น มีลักษณะขดไปมาอยู่ภายในตู้เย็น
สารทำความเย็น เป็นของเหลวบรรจุอยู่และไหลเวียนอยู่ภายในตู้
ในวงการอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่จะใช้ แอมโมเนีย (Ammonia) เป็นสารทำความเย็น แอมโมเนียบริสุทธ์ระเหยที่อุณหภูมิ -32 องศาเซลเซียส
กลไกพื้นฐานการทำงานของตู้เย็นเป็นดังนี้
คอมเพรสเซอร์อัดสารทำความเย็นที่อยู่ในสถานะแก๊ส ทำให้อุหภูมิและความดันเพิ่มขึ้น (สีส้ม) ผ่านไปยังคอยส์ร้อน อยู่ด้านหลังตู้เย็น ความร้อนถูกระบายออก (ตู้เย็นสมัยใหม่ออกแบบให้สวยงามโดยหลบคอยส์ร้อนไว้ จึงมองไม่เห็น)
สารทำความเย็นถูกเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว (สีม่วง) ไหลผ่านไปยังวาวล์ขยาย ( Epansion vavle)
เมื่อผ่านวาวล์ขยาย ความดันจะลดลงอย่างรวดเร็ว สารทำความเย็นที่อยู่ในสถานะของเหลว เปลี่ยนเป็นแก๊สในทันที (สีน้ำเงิน)
สารทำความเย็นไหลผ่านเข้าไปในคอยส์เย็น และดูดความร้อนจากภายในตู้ออกมา ต่อจากนั้นผ่านเข้าไปในคอมเพรสเซอร์ และถูกอัด เป็นวัฎจักรเข้าสู่ขั้นตอนที่หนึ่ง
บางท่านที่อ่านแล้วอาจยังไม่เข้าใจ ว่ามันเย็นได้อย่างไร ในหน้าถัดไปเรามาทดลองกันอะไรบางอย่างกัน
น.ส. รัตนภรณ์ แลโสภา
ตู้เย็นมีส่วนสำคัญ 5 ส่วนคือ
1. คอมเพรสเซอร์ (Compressor)
2.ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์ร้อน มีลักษณะขดไปมาอยู่นอกตู้
3.วาวล์ขยาย (Expansion vavle)
4.ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์เย็น มีลักษณะขดไปมาอยู่ภายในตู้เย็น
5.สารทำความเย็น เป็นของเหลวบรรจุอยู่และไหลเวียนอยู่ภายในตู้
คอมเพรสเซอร์ (Compressor)
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์ร้อน มีลักษณะขดไปมาอยู่นอกตู้
วาวล์ขยาย (Expansion vavle)
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์เย็น มีลักษณะขดไปมาอยู่ภายในตู้เย็น
สารทำความเย็น เป็นของเหลวบรรจุอยู่และไหลเวียนอยู่ภายในตู้
ในวงการอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่จะใช้ แอมโมเนีย (Ammonia) เป็นสารทำความเย็น แอมโมเนียบริสุทธ์ระเหยที่อุณหภูมิ -32 องศาเซลเซียส
กลไกพื้นฐานการทำงานของตู้เย็นเป็นดังนี้
คอมเพรสเซอร์อัดสารทำความเย็นที่อยู่ในสถานะแก๊ส ทำให้อุหภูมิและความดันเพิ่มขึ้น (สีส้ม) ผ่านไปยังคอยส์ร้อน อยู่ด้านหลังตู้เย็น ความร้อนถูกระบายออก (ตู้เย็นสมัยใหม่ออกแบบให้สวยงามโดยหลบคอยส์ร้อนไว้ จึงมองไม่เห็น)
สารทำความเย็นถูกเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว (สีม่วง) ไหลผ่านไปยังวาวล์ขยาย ( Epansion vavle)
เมื่อผ่านวาวล์ขยาย ความดันจะลดลงอย่างรวดเร็ว สารทำความเย็นที่อยู่ในสถานะของเหลว เปลี่ยนเป็นแก๊สในทันที (สีน้ำเงิน)
สารทำความเย็นไหลผ่านเข้าไปในคอยส์เย็น และดูดความร้อนจากภายในตู้ออกมา ต่อจากนั้นผ่านเข้าไปในคอมเพรสเซอร์ และถูกอัด เป็นวัฎจักรเข้าสู่ขั้นตอนที่หนึ่ง
บางท่านที่อ่านแล้วอาจยังไม่เข้าใจ ว่ามันเย็นได้อย่างไร ในหน้าถัดไปเรามาทดลองกันอะไรบางอย่างกัน
น.ส.แก้วตา ดอนทอง ช้นม.5
ตู้เย็นมีส่วนสำคัญ 5 ส่วนคือ
1. คอมเพรสเซอร์ (Compressor)
2.ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์ร้อน มีลักษณะขดไปมาอยู่นอกตู้
3.วาวล์ขยาย (Expansion vavle)
4.ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์เย็น มีลักษณะขดไปมาอยู่ภายในตู้เย็น
5.สารทำความเย็น เป็นของเหลวบรรจุอยู่และไหลเวียนอยู่ภายในตู้
คอมเพรสเซอร์ (Compressor)
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์ร้อน มีลักษณะขดไปมาอยู่นอกตู้
วาวล์ขยาย (Expansion vavle)
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์เย็น มีลักษณะขดไปมาอยู่ภายในตู้เย็น
สารทำความเย็น เป็นของเหลวบรรจุอยู่และไหลเวียนอยู่ภายในตู้
ในวงการอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่จะใช้ แอมโมเนีย (Ammonia) เป็นสารทำความเย็น แอมโมเนียบริสุทธ์ระเหยที่อุณหภูมิ -32 องศาเซลเซียส
กลไกพื้นฐานการทำงานของตู้เย็นเป็นดังนี้
คอมเพรสเซอร์อัดสารทำความเย็นที่อยู่ในสถานะแก๊ส ทำให้อุหภูมิและความดันเพิ่มขึ้น (สีส้ม) ผ่านไปยังคอยส์ร้อน อยู่ด้านหลังตู้เย็น ความร้อนถูกระบายออก (ตู้เย็นสมัยใหม่ออกแบบให้สวยงามโดยหลบคอยส์ร้อนไว้ จึงมองไม่เห็น)
สารทำความเย็นถูกเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว (สีม่วง) ไหลผ่านไปยังวาวล์ขยาย ( Epansion vavle)
เมื่อผ่านวาวล์ขยาย ความดันจะลดลงอย่างรวดเร็ว สารทำความเย็นที่อยู่ในสถานะของเหลว เปลี่ยนเป็นแก๊สในทันที (สีน้ำเงิน)
สารทำความเย็นไหลผ่านเข้าไปในคอยส์เย็น และดูดความร้อนจากภายในตู้ออกมา ต่อจากนั้นผ่านเข้าไปในคอมเพรสเซอร์ และถูกอัด เป็นวัฎจักรเข้าสู่ขั้นตอนที่หนึ่ง
บางท่านที่อ่านแล้วอาจยังไม่เข้าใจ ว่ามันเย็นได้อย่างไร ในหน้าถัดไปเรามาทดลองกันอะไรบางอย่างกัน
นายจรัญ เพ็งรอง ม.5
ตู้เย็นมีส่วนสำคัญ 5 ส่วนคือ
1. คอมเพรสเซอร์ (Compressor)
2.ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์ร้อน มีลักษณะขดไปมาอยู่นอกตู้
3.วาวล์ขยาย (Expansion vavle)
4.ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์เย็น มีลักษณะขดไปมาอยู่ภายในตู้เย็น
5.สารทำความเย็น เป็นของเหลวบรรจุอยู่และไหลเวียนอยู่ภายในตู้
คอมเพรสเซอร์ (Compressor)
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์ร้อน มีลักษณะขดไปมาอยู่นอกตู้
วาวล์ขยาย (Expansion vavle)
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์เย็น มีลักษณะขดไปมาอยู่ภายในตู้เย็น
สารทำความเย็น เป็นของเหลวบรรจุอยู่และไหลเวียนอยู่ภายในตู้
ในวงการอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่จะใช้ แอมโมเนีย (Ammonia) เป็นสารทำความเย็น แอมโมเนียบริสุทธ์ระเหยที่อุณหภูมิ -32 องศาเซลเซียส
กลไกพื้นฐานการทำงานของตู้เย็นเป็นดังนี้
คอมเพรสเซอร์อัดสารทำความเย็นที่อยู่ในสถานะแก๊ส ทำให้อุหภูมิและความดันเพิ่มขึ้น (สีส้ม) ผ่านไปยังคอยส์ร้อน อยู่ด้านหลังตู้เย็น ความร้อนถูกระบายออก (ตู้เย็นสมัยใหม่ออกแบบให้สวยงามโดยหลบคอยส์ร้อนไว้ จึงมองไม่เห็น)
สารทำความเย็นถูกเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว (สีม่วง) ไหลผ่านไปยังวาวล์ขยาย ( Epansion vavle)
เมื่อผ่านวาวล์ขยาย ความดันจะลดลงอย่างรวดเร็ว สารทำความเย็นที่อยู่ในสถานะของเหลว เปลี่ยนเป็นแก๊สในทันที (สีน้ำเงิน)
สารทำความเย็นไหลผ่านเข้าไปในคอยส์เย็น และดูดความร้อนจากภายในตู้ออกมา ต่อจากนั้นผ่านเข้าไปในคอมเพรสเซอร์ และถูกอัด เป็นวัฎจักรเข้าสู่ขั้นตอนที่หนึ่ง
บางท่านที่อ่านแล้วอาจยังไม่เข้าใจ ว่ามันเย็นได้อย่างไร ในหน้าถัดไปเรามาทดลองกันอะไรบางอย่างกัน
นายสุรัตน์ โสภา ม.5
ตู้เย็นมีส่วนสำคัญ 5 ส่วนคือ
1. คอมเพรสเซอร์ (Compressor)
2.ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์ร้อน มีลักษณะขดไปมาอยู่นอกตู้
3.วาวล์ขยาย (Expansion vavle)
4.ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์เย็น มีลักษณะขดไปมาอยู่ภายในตู้เย็น
5.สารทำความเย็น เป็นของเหลวบรรจุอยู่และไหลเวียนอยู่ภายในตู้
คอมเพรสเซอร์ (Compressor)
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์ร้อน มีลักษณะขดไปมาอยู่นอกตู้
วาวล์ขยาย (Expansion vavle)
ท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ส่วนที่เป็นคอยส์เย็น มีลักษณะขดไปมาอยู่ภายในตู้เย็น
สารทำความเย็น เป็นของเหลวบรรจุอยู่และไหลเวียนอยู่ภายในตู้
ในวงการอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่จะใช้ แอมโมเนีย (Ammonia) เป็นสารทำความเย็น แอมโมเนียบริสุทธ์ระเหยที่อุณหภูมิ -32 องศาเซลเซียส
กลไกพื้นฐานการทำงานของตู้เย็นเป็นดังนี้
คอมเพรสเซอร์อัดสารทำความเย็นที่อยู่ในสถานะแก๊ส ทำให้อุหภูมิและความดันเพิ่มขึ้น (สีส้ม) ผ่านไปยังคอยส์ร้อน อยู่ด้านหลังตู้เย็น ความร้อนถูกระบายออก (ตู้เย็นสมัยใหม่ออกแบบให้สวยงามโดยหลบคอยส์ร้อนไว้ จึงมองไม่เห็น)
สารทำความเย็นถูกเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว (สีม่วง) ไหลผ่านไปยังวาวล์ขยาย ( Epansion vavle)
เมื่อผ่านวาวล์ขยาย ความดันจะลดลงอย่างรวดเร็ว สารทำความเย็นที่อยู่ในสถานะของเหลว เปลี่ยนเป็นแก๊สในทันที (สีน้ำเงิน)
สารทำความเย็นไหลผ่านเข้าไปในคอยส์เย็น และดูดความร้อนจากภายในตู้ออกมา ต่อจากนั้นผ่านเข้าไปในคอมเพรสเซอร์ และถูกอัด เป็นวัฎจักรเข้าสู่ขั้นตอนที่หนึ่ง
บางท่านที่อ่านแล้วอาจยังไม่เข้าใจ ว่ามันเย็นได้อย่างไร ในหน้าถัดไปเรามาทดลองกันอะไรบางอย่างกัน
นายสาคร สุมมาตย์ เลขที่ 17 ชั้น ม.5
ถูก 8ข้อ
ลำดับที่ 8
แสดงความคิดเห็น